Posted On 13 April 2026
หนังสือ "How to Know a Person: The Art of Seeing Others Deeply and Being Deeply Seen" โดย David Brooks เป็นหนังสือที่ให้ความรู้และคำแนะนำในการเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นต่อการเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง เนื้อหาส่วนใหญ่มาจากเรื่องราวของผู้ถูกสัมภาษณ์ (ผู้เขียนเป็นสื่อมวลชน) ชีวิตส่วนตัวของผู้เขียนเอง และข้อมูลจากการสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและสังคมศาสตร์
โดยผู้เขียนเริ่มต้นด้วยแนวคิด - ผู้ส่องแสง (Illuminators) vs ผู้บดบังแสง (Diminishers)
ผู้ส่องแสง คือ คนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและได้รับการเคารพ
ผู้บดบังแสง คือ คนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กจ้อย ด้อยคุณค่า ไม่ถูกมองเห็น
โดยผู้บดบังแสงมักมีลักษณะดังนี้
- ความถือดี (Egotism) เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความเห็นของตนสำคัญที่สุด
- ความวิตกกังวล (Anxiety) กลัวถูกตัดสิน หรือถูกเกลียด
- สัจจะนิยมแบบตื้นเขิน/ภววิสัยนิยม (Naïve realism/Objectivism) มองโลกกายภาพ/ภายนอกนี้ว่าเป็นความจริงหนึ่งเดียวที่มนุษย์ทุกคนมองเห็น/รับรู้เหมือนๆกันหมด
- แก่นสารนิยม (Essentialism) คิดแบบเหมารวม จัดแบ่งผู้คนตามเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว
ลักษณะเหล่านี้แตกต่างจากผู้ส่องแสงที่มีความอ่อนโยน พร้อมเปิดรับตัวตนของผู้อื่น มีความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับผู้อื่น มีทัศนะแบบองค์รวม ไม่มองผู้อื่นอย่างเรียบง่ายจนเกินไป และเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน
ผู้เขียนชักชวนให้เรามองโลกผ่านเลนส์ที่เรียกว่า "ประกอบสร้างนิยม" (Constructionism) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มองว่า สมองไม่ได้รับรู้โลกความเป็นจริงอย่างเชื่องเชื่อ หากแต่ประกอบสร้างมันขึ้นมาบนฐานของประสบการณ์และเป้าหมายของแต่ละบุคคล เป็นโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความหมาย คุณค่า ความรู้สึก
"คนเราไม่ได้มองโลกผ่านสายตา แต่มองผ่านทั้งชีวิตของพวกเขาเอง"
การจะเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริงจึงควรเริ่มจากมองโลกในแบบที่ผู้นั้นมองให้ได้เสียก่อน
การอยู่เคียงข้าง/อยู่เป็นเพื่อน เป็นใบเบิกทางที่จะพาเราไปรู้จักคนอื่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้น อาทิเช่น การทำกิจกรรมสันทนาการร่วมกัน
คุณลักษณะของการอยู่เคียงข้าง/เป็นเพื่อนที่ดี:
ประการแรกคือ ความอดทนที่จะไม่พูดหรือแสดงออกมากจนเกินไป เพื่อเป็นพื้นที่ (space) ทำให้รู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง
ประการต่อมาคือ ความขี้เล่น ทำให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย พร้อมเปิดใจเชื่อมสัมพันธ์กัน
และประการสุดท้ายคือ การไปปรากฏตัว หมายถึงการไปร่วมงานหรือเข้าไปอยู่ในห้วงเวลาสำคัญของชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดเหตุร้าย เช่น ความเจ็บป่วย การสูญเสีย
ผู้เขียนยกตัวอย่างเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่วัยเด็ก เขาป่วยเป็นซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตัวเองลง ตอนที่เพื่อนเขายังมีชีวิตอยู่ การคอยอยู่เคียงข้าง รับฟังปัญหาและให้กำลังใจ เป็นสิ่งเดียวที่ผู้เขียนพอจะทำให้เพื่อนเขาได้
การเป็นคู่สนทนาที่ดีนั้น ให้เรามองความสนใจเป็นเหมือนสวิทช์เปิด-ปิด เมื่ออยู่ในวงสนทนาแล้วผู้อื่นกำลังพูด หากเราไม่สนใจฟังก็ให้ถอนตัวออกมา แต่หากสนใจก็ให้ละจากกกิจกรรมอย่างอื่น มุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่ผู้พูด สบตาผู้พูด เป็น "ผู้ฟังผู้เสียงดัง" คอยตอบรับด้วยคำพูด "อ๋อ อืม อ่าฮะ" อยู่เป็นระยะ และหากมีโอกาสถามคำถามก็ให้ถามด้วยทัศนะคติถ่อมตัว แสดงออกว่ามีสิ่งที่ฉันยังไม่รู้และต้องการเรียนรู้จากคำตอบของคู่สนทนา โดยผู้เขียนแนะนำให้ถาม "คำถามใหญ่" และเป็นคำถามแบบปลายเปิด คำถามแบบนี้จะทำให้คู่สนทนาได้ดึงตัวเองออกจากชีวิตประจำวัน มาคิดทบทวนเส้นทางชีวิตของตัวเองในภาพใหญ่ ตัวอย่างเช่น "ชีวิตคุณกำลังอยู่ที่ทางแยกใด?" หรือ "อะไรคือสิ่งที่คนอื่นมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวคุณ?"
นอกจากนี้ผู้เขียนได้แบ่งปันเทคนิคใน "การสนทนาเรื่องหนักๆ" โดยให้เริ่มจากการรับฟังปัญหาโดยไม่แปะป้ายตัดสิน หากบทสนทนาเริ่มบานปลายกลายเป็นการโต้เถียงด้วยอารมณ์ก็ให้ลองหยุด และสอบถามให้เกิดความเข้าใจร่วมกันว่าเหตุใดบทสนทนาจึงเปลี่ยนโทนและทิศทางไปจากเดิม พร้อมกับยืนยันจุดประสงค์ที่แท้จริงของการพูดคุยครั้งนั้น
ผู้เขียนแบ่ง “ความเห็นอกเห็นใจ” ออกเป็นทักษะ 3 อย่าง
1) การสะท้อนอารมณ์ (Mirroring) หมายถึงการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นแล้วมีความรู้สึกร่วมไปด้วย (เห็นผู้อื่นยิ้มก็ยิ้มตาม เป็นต้น) ผู้ที่เก่งในการอ่าน/รับรู้อารมณ์ มักแยกเฉดของอารณ์ที่คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันได้ค่อนข้างละเอียด เช่น ความโกรธ vs ความขัดข้องใจ
2) การใช้กระบวนการทางความคิด (Mentalizing) หมายถึงการเอาประสบการณ์ในอดีตของตัวเองมาเป็นเลนส์ในการมอง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ผู้อื่นกำลังเผชิญ ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มีนัยยะ/ความหมายอะไร (เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งร้องไห้ เพราะการถอยหลังในด้านอาชีพการงาน นัยยะคือความอับอายต่อสาธารณะ)
3) การเอาใจใส่ (Caring) หมายถึงการรับความต้องการ/ทางออกที่เฉพาะเจาะจงของบุคคลนั้นๆ และมีความมุ่งหมายอย่างจริงใจที่จะกระทำในสิ่งที่จะช่วยให้บุคคลนั้นก้าวข้ามอุปสรรค หรือหลุดพ้นจากความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่
โหมดความคิดแบบเรื่องเล่า (Narrative Mode of Thinking) เป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจตัวตนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เราอาจเริ่มจากการรับฟังประสบการณ์ความทุกข์และการดิ้นรนต่อสู้ โดยมองประวัติชีวิตเป็น "เส้นเรื่อง" มีวิกฤติหรือประสบกาณ์ที่ไม่ดีเป็นจุดพลิกผัน แล้วถามต่อไปว่าก่อนหน้านั้นเขาเป็นคนอย่างไร ใช้ชีวิตอย่างไร เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นเขารับมือและผ่าน (หรือไม่ผ่าน) มันมาได้อย่างไร เมื่อผ่านมาแล้วเขาเป็นคนที่ดีขึ้นหรือแย่ลง (ในทัศนะของเขา) ขณะรับฟังก็ให้พยายามสังเกตน้ำเสียงของผู้พูด (มั่นใจ เหนื่อยล้า เสียดาย หรือมีความหวัง) และพยายามระบุ "อิมาโก" ซึ่งหมายถึงภาพในอุดมคติที่บอกว่าคนคนนั้นอยากมีบทบาทอะไรในสังคม พูดอีกอย่างก็คือ เป้าหมายหรือความปราถนาสูงสุดในชีวิตของเขาคืออะไร?
บรรพบุรุษและถิ่นกำเนิดเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญต่อการเข้าใจผู้อื่น เพราะปัจเจกบุคคลไม่ได้ดำรงอยู่อย่างอิสระ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของสายธารประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่ดำเนินต่อเนื่องกันมาแต่อดีต อย่างไรก็ดีผู้เขียนเสนอให้เรามองแยกเป็น 2 มิติ (Double Vision) คือ มองมรดกทางวัฒนธรรมในฐานะปัจจัยแวดล้อมที่ก่อร่างจิตสำนึกของมนุษย์ขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ของของปัจเจกที่แสดงบทบาททั้งในด้านการต่อต้านและก่อร่างวัฒนธรรมที่ตนรับสืบทอดมา การเติบโตมาในชุมชนคนผิวดำในรัฐฟลอริด้าเป็นแรงผลักดันให้ โซรา เฮิร์สตัน ศึกษาวัฒนธรรมและภาษาพูดของชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน แล้วเขียนออกมาเป็นนวนิยายและเรื่องสั้นเชิดชูวัฒนธรรมของคนผิวดำ ขณะเดียวกันเธอก็เน้นย้ำถึงความแตกต่างหลากหลายในหมู่คนผิวดำเอง
มุมมองส่วนตัวผู้อ่าน
ส่วนตัวแม้จะไม่ค่อยสนใจหนังสือแนว Self-help เท่าไหร่ แต่คิดว่าสำหรับอินโทรเวิร์ตหรือคนที่พูดไม่ค่อยเก่งน่าจะได้ประโยชน์จากหลักการและเคล็ดลับในการสนทนาของผู้เขียนไม่มากก็น้อย ข้อเสียของอินโทรเวิร์ตคือมักจะคิดไม่ค่อยทันเวลาอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องพูดคุย การมีหลักคิดไว้ยึดจับน่าจะช่วยให้การสนทนาไหลลื่นและมีโอกาสทำความรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งมากขึ้น
อีกหนึ่งข้อคิดสำหรับอินโทรเวิร์ตก็คือ การทบทวนความคิดความรู้สึกของตัวเองเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะจัดการกับ "ปมในใจ" จากอดีตที่ยังคงติดค้างหรือเป็นปัญหาอยู่ในปัจจุบัน การสื่อสารกับผู้อื่นอาจช่วยให้เราเข้าใจปมปัญหาของตัวเองได้ชัดเจนมากขึ้น
ผู้เขียนแนะนำการรู้จักผู้อื่นผ่านลักษณะบุคลิกภาพ โดยยกตัวอย่าง "Big Five" Personality ซึ่งประกอบไปด้วย ความเปิดรับประสบการณ์ (Openness) ความพิถีพิถัน (Conscientiousness) การเปิดตัว/เข้าสังคม (Extraversion) ความเป็นมิตร (Agreeableness) ความไม่มั่นคงทางอารมณ์ (Neuroticism) โดยแบบทดสอบจะวัดมิติแต่ละด้านออกมาเป็นคะแนนจากน้อยไปมาก วิธีนี้จะช่วยให้เราได้ข้อมูลเพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างเหมาะสมกับลักษณะนิสัยเฉพาะตัวของพวกเขา แต่ก็ควรระมัดระวังการตัดสินคุณค่าของบุคคลล่วงหน้าจากคะแนนดังกล่าว เพราะแต่ละมิตินั้นอาจมีการตัดสินในเชิงคุณค่าว่าเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีแฝงอยู่ แม้จะไม่ได้แยกขาดแบบขาว-ดำก็ตาม เช่น ความพิถีพิถันมักถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ความไม่มั่นคงทางอารมณ์อาจเป็นสาเหตุของโรคทางจิตเวช
มุมมองเรื่องศีลธรรมของผู้เขียนก็น่าสนใจ
ผู้เขียนมองว่าความเปลี่ยวเหงาของผู้คนและการล่มสลายของเครือข่ายทางสังคมในปัจจุบัน เป็นความล้มเหลวทางศีลธรรมในการบ่มเพาะทักษะพื้นฐานทางว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเคารพ ความใจกว้าง และมีเมตตาต่อกัน แม้จะไม่เห็นด้วยว่าเป็นรากที่แท้จริงของปัญหา (เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกยาว) แต่เราก็อาจนำมุมมองศีลธรรมแบบกว้างๆ ที่เน้นการคำนึงถึงความเป็นอยู่ของผู้อื่นมาเป็นหลักคิดในการปฏิบัติต่อผู้อื่นเพื่อบรรเทาปัญหาในระดับปัจเจกได้ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะครูผู้มีหน้าที่อบรมสั่งสอนนักเรียน และหัวหน้าที่ต้องดูแลลูกน้อง ผู้มีปัญญาในมุมมองของผู้เขียนจึงไม่ได้หมายถึง คนที่รู้วิธีการแก้ปัญหาเชิงเทคนิค คอยพร่ำบอกคนอื่นว่าต้องทำอะไร แต่หมายถึง คนที่รู้จักคนอื่นและเข้าใจบริบทอันซับซ้อนของพวกเขา เป็นคนสร้างบรรยากาศการรับฟังอย่างปลอดภัย แล้วชักชวนให้เราตกผลึกความคิดด้วยตัวเองว่าสิ่งที่เราต้องการจริงๆ คืออะไร แล้วเดินต่อไปข้างหน้าบนเส้นทางของเราเอง
โดยรวมแล้วเป็นหนังสือที่ให้ภาพรวมวิธีการทำความรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งได้ค่อนข้างครอบคลุม แม้หลายสิ่งจะเป็นคอมมอนเซนส์ที่คนทั่วไปอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่เรื่องราวที่ของผู้เขียนยกมาเป็นตัวอย่างก็พอจะทำให้เราเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้นว่าประสบการณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการทำความรู้จักผู้อื่นอย่างลึกซึ้งเป็นอย่างไร
Author: Siraphop Phattrasudhi
Editor: Wikrom Manomansattha