Posted On 18 May 2026
"เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้" เป็นประโยคทองที่เราทุกคนคงเคยได้ยิน ในทัศนะของคนทั่วไป ประโยคดังกล่าวไม่ได้เป็นแค่สามัญสำนึกหรือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เท่านั้น แต่ยังแฝงไปด้วยนัยยะเชิงศีลธรรมที่คอยกำกับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนในสังคม แต่หากเราลองศึกษาเพื่อหาคำตอบว่า 'หนี้' กลายมาเป็นสิ่งที่ทั้งสมเหตุสมผลและหยั่งรากลึกในทางศีลธรรมได้อย่างไร? หนี้มีความเกี่ยวพันอย่างไรกับอำนาจ ความรุนแรง และการกดขี่ขูดรีด? สิ่งที่เคยเป็นสามัญสำนึกพื้นฐานก็อาจมีคำถามหรือเครื่องหมายดอกจันห้อยท้ายตามมา
หนังสือ Debt: The First 5,000 Years เป็นหนังสือที่นักมานุษวิทยา David Graeber บอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของหนี้ เงินตรา และระบบเศรษฐกิจ ผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางมานุษยวิทยา แล้วใช้มุมมองด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองเข้ามาร่วมวิเคราะห์ เพื่อฉายภาพในองค์รวมของหนี้ เงินตรา และระบบเศรษฐกิจว่าเกิดขึ้นและมีวิวัฒนาการมาอย่างไร
ต้นกำเนิดของเงินตราและหนี้
ประวัติศาสตร์ของหนี้เกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับประวัติศาสตร์ของเงินตรา หนังสือเล่มนี้อธิบายจุดกำเนิดของเงินและหนี้ ผ่าน 3 กรอบคิดหลัก ได้แก่
1.การแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ (Myth of Barter)
เป็นเรื่องเล่ากระแสหลักในทางเศรษฐศาสตร์ มีที่มาจาก อดัม สมิธ ซึ่งมองว่า เงินถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อแก้ปัญหา "ความยุ่งยาก" ของระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของที่มีอยู่แต่เดิม เพราะในโลกที่ปราศจากเงิน การที่ผู้คนจะเอาสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันได้นั้น ต้องอาศัย "ความต้องการที่ตรงกันทั้งสองฝ่าย" เช่น ชายคนหนึ่งที่มีไก่ตัวผู้แต่ต้องการดอกกุหลาบ จำเป็นต้องตามหาคนที่มีดอกกุหลาบและต้องการไก่ตัวผู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ บางคนจึงเริ่มสะสมสิ่งที่คนทั่วไปต้องการ เช่น เกลือ บุหรี่ ทอง เอาไว้แลกกับสิ่งของที่ตนต้องการ วิธีดังกล่าวถูกใช้กันอย่างแพร่หลายจนในที่สุดก็พัฒนาไปเป็นระบบเงินตรา
อย่างไรก็ดี การใช้ระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของอย่างเดียวนั้นไม่เคยถูกบันทึกไว้โดยนักมานุษยวิทยา ในทางประวัติศาสตร์ ระบบเครดิตและบัญชีการใช้จ่ายแบบไม่เป็นทางการ ที่เพื่อนบ้านหรือคู่ค้าคอยจดบันทึกว่าใครติดหนี้อะไรกับใครนั้น เกิดขึ้นมาก่อนเงินตราเป็นเวลานับพันปี ขณะที่การแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของนั้น โดยส่วนมากไม่ได้มีมาแต่โบราณ แต่มักจะใช้เฉพาะกับคนแปลกหน้าหรือคนต่างถิ่น ที่ไม่ได้มีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันหรือเป็นศัตรูกัน หรือไม่ก็ใช้แค่ชั่วคราวในภาวะวิกฤติ เช่น ระบบเงินตราล่มสลาย
2.ทฤษฎีเครดิต (Credit Theory) และ ทฤษฎีรัฐ (State Theory/Chartalism)
มองว่า เงินไม่ใช่ "สิ่งของเครื่องใช้" แต่เป็น "เครื่องมือทางบัญชี" สำหรับวัดปริมาณหนี้ ในมุมของทฤษฎีเครดิต เงินเครดิตเป็นสิ่งที่มีมาก่อนเหรียญตราเป็นเวลานาน (ในเมโสโปเตเมียโบราณ ระบบเครดิตที่ซับซ้อน เกิดขึ้นก่อนการประดิษฐ์เหรียญตราถึง 3,000 ปี) หน่วยนับของเงินตรานั้น แท้จริงแล้วก็คือ หน่วย IOU (I Own You) หรือ "ฉันติดหนี้เธอเป็นจำนวน …"
ทฤษฎีรัฐ/ชาร์ทาลิสม์ ระบุว่า เงินตราเป็นสิ่งที่รัฐที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในฐานะ หน่วยนับในทางบัญชี ที่เป็นแบบแผนเดียวกัน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรภายในรัฐ และเงินหรือเหรียญตราเหล่านี้ไม่ได้มีคุณค่าในตัวมันเอง (เช่น โลหะที่เป็นส่วนผสม) แต่มีค่าขึ้นมาได้เพราะรัฐยอมรับเป็นการจ่ายภาษี เงินหรือเหรียญตราจึงเป็นเชื้อเพลิงที่ขาดไม่ได้ใน "วงจรทหาร-เหรียญตรา-ทาส" ซึ่งเป็นเครื่องมือในการจัดหายุทธปัจจัยแก่ทหาร เพื่อสนับสนุนการทำสงคราม (จะกล่าวถึงในส่วนถัดไป)
3.ทฤษฎีหนี้โดยกำเนิด (Primordial Debt Theory)
ระบุว่า ความรู้สึกเป็นหนี้ของคนนั้นไม่ได้มีจุดเริ่มต้นที่ตลาดหรือระบบเศรษฐกิจ แต่เกิดจากการตระหนักรู้ว่า มนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็น "หนี้ไม่มีที่สิ้นสุด" ต่อพระเจ้า บรรพบุรุษ และมวลมนุษยชาติ เพราะหนี้ชีวิต (life-debt) นี้ เป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลจนเราไม่อาจชดใช้หรือตอบแทนได้หมด
ผู้สนับสนุนทฤษฎีหนี้โดยกำเนิดตั้งข้อสังเกตว่า หนี้ประเภทนี้โดน "ไฮแจ็ค" อย่างได้ผลโดยรัฐบาล ผ่านการเอาคำว่า "รัฐ" ไปใส่แทน "มวลมนุษยชาติ/สังคม" แล้วแสดงบทบาทเป็นผู้พิทักษ์หนี้โดยกำเนิดนี้ ซึ่งถูกแปรเปลี่ยนให้อยู่ในรูปจำนวนที่นับได้หรือ ภาษี นั่นเอง ในแง่นี้ ภาษีจึงเป็นเพียงมาตรวัดหนี้ที่เรามีต่อสังคม
เกรเบอร์ดูจะเห็นด้วยกับทฤษฎีเครดิตและทฤษฎีรัฐมากที่สุด เพราะสอดคล้องกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา ทั้งในแง่การเป็นหน่วยนับ IOU ไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นมาก่อนเหรียญตรา และการเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่รัฐสร้างขึ้นมา ขณะที่การแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของนั้น เกรเบอร์มองว่าเป็นมายาคติที่นักเศรษฐศาสตร์เชื่อกัน เพราะเป็นหลักฐานที่แสดงนัยยะของความเป็นอิสระของเศรษฐศาสตร์จากการเมืองและศีลธรรม (ตลาด/ระบบเศรษฐกิจเป็นความสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่ดำรงอยู่มาก่อนที่รัฐและอำนาจทางการเมืองจะเข้ามาแทรกแทรง) เกรเบอร์ยังได้วิจารณ์ทฤษฎีหนี้โดยกำเนิดว่าเป็นเพียงมายาคติเบื้องหลังแนวคิดชาตินิยม ที่ลดทอนการพึ่งพิงทางจิตวิญญาณให้อยู่ในรูปภาษาทางธุรกิจ ปัญหาของทฤษฎีดังกล่าวคือ บังคับให้เราต้องเลือกระหว่างตรรกะของตลาด (เริ่มต้นจากไม่มีอะไร) หรือตรรกะของรัฐ (เริ่มต้นพร้อมหนี้ที่ไม่มีวันใช้คืนได้) ทั้งที่ในความเป็นจริง ทั้งสองอย่างต่างก็พึ่งพากันและกัน
หลักศีลธรรม 3 แบบ
หนังสือเล่มนี้มองว่าความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจทั้งหมดล้วนวางอยู่บนหลักศีลธรรม 3 แบบ ได้แก่
1.คอมมิวนิสต์พื้นฐาน (Baseline Communism)
ดำเนินไปบนฐานของ "(การที่ส่วนรวมได้รับ)จากแต่ละคนตามความสามารถ และ (การที่ส่วนรวมมอบ)ให้แต่ละคนตามความจำเป็น" เกรเบอร์มองหลักการนี้ว่าเป็นรากฐานของปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และความเป็นสังคม โดยจะแสดงออกมาชัดเจนในสถานการณ์ที่มนุษย์ทำบางสิ่งบางอย่างร่วมกันและต้องการประสิทธิภาพ เช่น การบอกทาง การให้ยืมไฟแช็คจุดบุหรี่ ไปจนถึงการแบ่งปันอาหารและสิ่งยังชีพ เนื่องจากมองว่าความสัมพันธ์แบบนี้จะดำรงอยู่ต่อไปเรื่อยๆ จึงไม่ได้มีการจดบันทึกหรือวัดมูลค่า
2.การแบ่งช่วงชั้น (Hierarchy)
วางอยู่บนฐานของสิ่งที่มีมาแต่เดิม (precedent) หรือประเพณี ที่เชื่อว่าฝ่ายหนึ่งอยู่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เพราะมีธรรมชาติพื้นฐานที่แตกต่างกัน ในความสัมพันธ์แบบนี้ การกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆในอดีต (ส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายที่ด้อยกว่ารับใช้หรือให้ทรัพยาการแก่ฝ่ายที่เหนือกว่า) จะค่อยๆกลายมาเป็นพันธะหรือแบบแผนปฏิบัติในเชิงประเพณี โดยมักอธิบายความชอบธรรมด้วย "ภาษาต่างตอบแทน" เช่น เจ้านายคุ้มครองบ่าว บ่าวปรนนิบัติรับใช้เจ้านาย
3.การแลกเปลี่ยน (Exchange)
วางอยู่บนหลักความเท่าเทียมและหลักต่างตอบแทน (reciprocity) โดยในการแลกเปลี่ยนนั้น ทั้งสองฝ่ายจะอยู่ในสถานะทางสังคมที่เท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยนในอุดมคติจะไม่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และแตกต่างจากความสัมพันธ์แบบช่วงชั้นและคอมมิวนิสต์ตรงที่ สามารถยกเลิกความสัมพันธ์ได้ตามที่เห็นสมควร เช่น ชดใช้หนี้หมดแล้ว หรือให้ของขวัญตอบแทนแล้วก็แยกย้ายกันไป เกรเบอร์นิยามว่า หนี้ คือ ภาวะที่เกิดขึ้นระหว่างที่ความสัมพันธ์แบบแลกเปลี่ยนยังไม่สิ้นสุด โดยทั้งสองฝ่ายจะอยู่ในสถานะที่ไม่เท่าเทียมกันชั่วคราว จนกว่าจะมีการชดใช้หนี้
หลักการหรือความสัมพันธ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละสังคม แต่เป็น "โหมดทางศีลธรรม" ที่มีอยู่ในทุกสังคม โดยที่ชีวิตมนุษย์จะมีการสลับเปลี่ยนไปมาระหว่าง 3 โหมดอยู่ตลอดเวลา เช่น บุคคลหนึ่งอาจจะเป็น 'คอมมิวนิสต์' เมื่ออยู่กับเพื่อนสนิทของเขา เป็น 'เจ้าที่ดิน' เมื่อปฏิสัมพันธ์กับลูกๆ และเป็น 'พ่อค้า' ที่ร้านค้าในท้องถิ่น หลักการเหล่านี้ยังมีความลื่นไหลและเหลื่อมซ้อนกันอยู่ เช่น หลักต่างตอบแทน (และโดยนัยยะคือ ความเท่าเทียม) นั้นสามารถไปปรากฎอยู่ในทุกสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับการใช้ภาษาหรือคำกล่าวอ้าง
เงินแบบโลหะมีค่า Vs เงินเครดิต
เกรเบอร์แบ่งประวัติศาสตร์ 'ยูเรเซีย' ในช่วง 5,000 ปี - ปัจจุบัน ออกเป็นยุคต่างๆ ตามการสลับไปมาระหว่างยุคที่ใช้เงินแบบเครดิต (Virtual Credit Money) เป็นหลัก กับยุคที่ใช้เงินแบบโลหะมีค่า (Bullion Money) เป็นหลัก โดยมีเกณฑ์ที่ใช้แบ่งคือ ระดับของความรุนแรงที่แพร่กระจายในสังคม เงินตราแบบโลหะมีค่านั้นจะใช้เป็นหลักในช่วงเวลาที่เกิดสงครามและปล้นสะดม ในขณะที่เงินแบบเครดิตมักใช้แพร่หลายในช่วงที่สังคมมีความสงบสุขพอสมควร
ยุคของเงินแบบโลหะมีค่า
เป็นยุคที่สภาวะความรุนแรงแพร่กระจายทั่วไป ได้แก่ ยุคแอ็กเซียล (Axial Age) / ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อของอารยธรรม (800 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 600) และ ยุคจักรวรรดิทุนนิยม (ค.ศ. 1450–1971) ในยุคนี้ ผู้คนจะใช้โลหะเงินและทองเป็นเงินตราหลักในการแลกเปลี่ยน เพราะสามารถเคลื่อนย้ายได้ง่าย และมีมูลค่าในตัวเองโดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานะทางสังคมหรือภูมิหลังของเจ้าของ
สิ่งที่เป็นแกนหลักของยุคนี้คือ วงจรทหาร-เหรียญตรา-ทาส (The Military-Coinage-Slavery Complex) กล่าวคือ ด้วยเหตุที่รัฐต้องการจัดหายุทธปัจจัย (อาวุธ อาหาร เครื่องใช้) ให้แก่ทหารประจำการ รัฐจึงสร้างเหรียญตราขึ้นมาเพื่อแจกจ่ายเป็นค่าจ้างให้แก่ทหารอาชีพหรือทหารรับจ้าง เพื่อให้เหรียญเหล่านี้มีมูลค่า รัฐจึงบังคับเก็บภาษีจากประชาชนเป็นเหรียญดังกล่าว ซึ่งเป็นการบีบให้ผู้คนต้องนำสินค้าหรือบริการไปขายให้ทหารเพื่อแลกเป็นเหรียญมาจ่ายภาษีให้กับรัฐ แล้วรัฐก็จะนำเหรียญกลับไปแจกจ่ายให้ทหารอีกครั้ง เกิดเป็นวงจร ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแรงงานทาส (มักเป็นเชลยศึก) ที่ถูกส่งไปขุดเหมืองเพื่อสกัดเอาโลหะมาทำเหรียญเพิ่ม
การทำธุรกรรมกลายเป็นเรื่องของตัวเลขที่เย็นชาและเป็นไปตามหลักคณิตศาสตร์ โดยมักเกิดขึ้นระหว่างคนแปลกหน้า จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องไว้วางใจกันหรือสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ระบบทาสยังทำให้ผู้คนถูกตัดขาดออกจากสายสัมพันธ์ดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษ ครอบครัว หรือชุมชน เสมือนว่าบุคคลนั้นได้ "ตายในทางสังคม" ไปแล้ว เพราะไม่มีสิทธิที่จะสร้างความสัมพันธ์หรือเป็นเพื่อนกับใครทั้งนั้น หากนายทาสไม่อนุญาต
เกรเบอร์ตั้งข้อสังเกตว่า ยุคเหล่านี้มักก่อให้เกิดแนวคิดทางปรัชญาที่มองว่าโลกถูกขับเคลื่อนด้วยพลังทางวัตถุ และมองว่าแรงจูงใจพื้นฐานของมนุษย์คือ การแสวงหากำไรและผลประโยชน์ส่วนตน ขณะเดียวกันก็เกิดกระแสต่อต้าน นำไปสู่การเกิดขึ้นของศาสนาหลักของโลก (คริสต์ พุทธ) ที่สอนว่าความโลภในเงินทองและวัตถุเป็นเรื่องผิดบาป
ยุคของเงินเครดิต
เป็นยุคที่สังคมมีความสงบสุขและผู้คนไว้เนื้อเชื่อใจกันพอสมควร ได้แก่ ยุคจักรวรรดิเกษตรกรรมแรกเริ่ม (3500–800 ปีก่อนคริสต์กาล) และ ยุคสมัยกลาง (ค.ศ. 600–1450) ยุคเหล่านี้เป็นยุคที่ใช้เงินเครดิตหรือระบบบัญชีเป็นหลัก เงินไม่ได้ถูกมองว่าเป็นสิ่งของที่จับต้องได้ แต่เป็นหน่วยนับทางบัญชี ที่มีนัยยะของความเป็นข้อตกลงหรือสัญญาในทางสังคม
ชีวิตทางเศรษฐกิจของผู้คนดำเนินไปในบริบทสังคมที่การแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่เกิดขึ้นระหว่างเพื่อนบ้านหรือคนในเครือข่ายการค้าที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน โดยที่แต่ละคนจะคอยจดจำหรือบันทึกว่าใครติดค้างอะไรใครไว้ เนื่องจากระบบเครดิตสามารถนำไปสู่การกู้ยืมที่ขูดรีดได้ง่าย จึงมักมีสถาบันทางศีลธรรมหรือศาสนาเข้ามาควบคุมเพื่อปกป้องลูกหนี้ เช่น การประกาศล้างหนี้ (Clean Slate) เป็นระยะในเมโสโปเตเมีย หรือการห้ามเก็บดอกเบี้ยที่ขูดรีด (Usury) โดยผู้มีอำนาจทางศาสนาคริสต์และอิสลามในสมัยกลาง
ยุคเหล่านี้ถูกครอบงำโดยระบบความเชื่อหรือศาสนาที่มองว่า คุณค่าที่แท้จริงของมนุษย์นั้นอยู่นอกเหนือจากการความมั่งคั่งทางวัตถุ
วัฏจักรของประวัติศาสตร์
1. ยุคจักรวรรดิเกษตรกรรมแรกเริ่ม (3500–800 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นยุคที่ใช้เงินเครดิตเป็นหลัก เช่น การใช้หน่วยเงิน "เชเขลเงิน" (Silver Shekel) ในอาณาจักรเมโสโปเตเมียโบราณ ทำหน้าที่เป็นหน่วยนับทางบัญชีเพื่อติดตามทรัพยากร เสบียง และหนี้สิน แม้จะมีการใช้เงินเป็นหน่วยนับแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังคงชดใช้หนี้ด้วยสิ่งที่มีอยู่แล้ว เช่น ข้าวบารเลย์ แพะ
2. ยุคแอ็กเซียล (800 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 600) เกิดการเปลี่ยนมาใช้เงินตราแบบโลหะมีค่า อันเป็นผลมาจากการประดิษฐ์เหรียญตราขึ้นในลิเดีย อินเดีย และจีน ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ยุคนี้เต็มไปด้วยการใช้แรงงานทาสและการทำสงครามขยายจักรวรรดิ
3. ยุคสมัยกลาง (ค.ศ. 600 – 1450) เป็นยุคที่โลกกลับไปใช้เงินเครดิตอีกครั้ง เมื่อจักรวรรดิใหญ่ล่มสลายลงพร้อมกับวงจรทหาร-เหรียญตรา-ทาส เงินตราแบบโลหะขาดแคลน องค์กรทางศาสนาเข้ามามีบทบาทหลักในการควบคุมและกำกับดูแลตลาด เกิดการพัฒนาเครื่องมือเครดิตที่ซับซ้อน เช่น เช็ค ตั๋วแลกเงิน (bill of exchange) เงินกระดาษ/ธนบัตร(จีน)
4. ยุคจักรวรรดิทุนนิยม (ค.ศ. 1450 – 1971) เป็นยุคที่กลับไปใช้เงินแบบโลหะอีกครั้ง หลังจากชาวยุโรปเข้ายึดครองทวีปอเมริกา ทำให้ทองคำและเงินจำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลก เกิดการขยายตัวของจักรวรรดิ และการทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากร การใช้แรงงานทาสกลับมาแพร่หลายอีกครั้งพร้อมกับกลไกการขัดหนี้ (Debt Peonage) ที่ถูกบิดเบือน* ในแง่การเงินมีการจัดตั้งธนาคารกลางสมัยใหม่ และการแปลงหนี้สงครามของชาติเป็นเงินตรา (Monetization of National War Debt)** มีการกำหนดการกระทำที่เกี่ยวข้องกับหนี้ให้เป็นความผิดทางกฎหมาย และสร้างคุกสำหรับขังลูกหนี้โดยเฉพาะ
*เป็นระบบที่บุคคลตกลงใช้แรงงานหรือเอาคนในครอบครัวไปจำนำเพื่อเป็นหลักประกันหนี้สิน โดยแรงงานที่เสียไปมักจะถูกนับเป็นการจ่ายดอกเบี้ย แทนที่จะเป็นการหักเงินต้น ทำให้หลายครั้งลูกหนี้ไม่สามารถหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้จนกลายเป็นทาสตลอดชีวิต
**เนื่องจากต้องใช้ยุทธปัจจัยมหาศาลและเร่งด่วน แทนที่จะใช้เงินแบบโลหะ รัฐบาลจะออกใบสัญญาใช้หนี้ (เช่น พันธบัตร) แล้วให้ธนาคารกลางเป็นผู้รับซื้อไว้ โดยธนาคารจะสร้างเงินหรือเครดิตขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า เพื่อให้รัฐบาลนำไปใช้จ่าย
5. ยุคสมัยใหม่ (ค.ศ. 1971 – ปัจจุบัน) เริ่มต้นเมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์ไว้กับทองคำ นำไปสู่ยุคใหม่ของเงินเครดิตไร้พรมแดน ต่างจากยุคเครดิตในอดีตที่พยายามปกป้องลูกหนี้ ระบบปัจจุบันถูกขับเคลื่อนโดยสถาบันระดับโลกอย่าง IMF ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าหนี้มากกว่าลูกหนี้ ระบบการเงินนี้ได้รับการหนุนหลังโดยอำนาจทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่แผ่ขยายการอิทธิพลไปทั่วโลก ตรรกะของทุนนิยมกลายเป็นหลักสำคัญในการจัดระเบียบเกือบทุกด้านของชีวิตประจำวัน ผู้คนถูกผลักดันให้คิดและจัดการชีวิตตนเองราวกับเป็น "บริษัทขนาดจิ๋ว" ที่ต้องมีการลงทุนและบริหารความเสี่ยง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังสนับสนุนให้กู้ยืมเงิน โดยใช้แคมเปญจูงใจ เช่น "ความฝันอยากมีรถ/บ้านเป็นของตัวเอง" ส่งผลให้คนจำนวนมากตกอยู่ในวงจรของการใช้หนี้จากการกู้ยืมเพื่อการบริโภค
….
มุมมองของผู้อ่าน
จุดเด่นของหนังสือ Debt: The First 5,000 Years อยู่ที่การใช้การตั้งคำถามกับความชอบธรรมของสิ่งพื้นฐานในชีวิตประจำวันอย่าง ‘หนี้’ แล้วพยายามตอบคำถามผ่านเรื่องเล่าและข้อมูลที่เปิดโลกทัศน์ของผู้อ่านไปสู่การตั้งคำถามกับความชอบธรรมของสิ่งที่ใหญ่กว่า เช่น ระบบทุนนิยมโลก บทบาทของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐทั้งในด้านการเมืองและการเงินระหว่างประเทศ หรือแม้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเอง จึงนับว่าเป็นหนังสือที่มีความทะเยอทะยานสูงเลยทีเดียว แต่หากจะให้แนะนำว่าเหมาะกับใคร ก็คงต้องบอกว่าเหมาะกับนักเรียน อาจารย์ หรือผู้ที่สนใจด้านสังคมศาสตร์ เป็นหลัก เพราะเป็นหนังสือวิชาการที่ทั้งยาวและเนื้อหาอัดแน่น (แม้จะเขียนด้วยภาษาที่ค่อนข้างอ่านง่ายก็ตาม) โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจวิชาเศรษฐศาสตร์นั้น มายาคติว่าด้วยการแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของ รวมไปถึงความหลากหลายและเหลื่อมซ้อนกันของหลักศีลธรรมแบบต่างๆน่าจะมีประเด็นให้คิดต่อไม่มีมากก็น้อย
เนื่องจากยังไม่เคยเป็นหนี้ (ก้อนใหญ่ๆ) ตัวผู้รีวิวก็เลยไม่ได้มีความคิดเห็นหรืออคติอะไรต่อหนี้เป็นพิเศษ แต่พอได้อ่านหนังสือเล่มนี้ก็เลยฉุกคิดได้ว่า หนี้เป็นตัวอย่างที่ใกล้ตัวและเป็นรูปธรรมอย่างมากของความเกี่ยวพันระหว่าง รัฐ (อำนาจ ความรุนแรง) กับ ตลาด (เศรษฐกิจ การทำให้เป็นตัวเลข) โดยจะเห็นได้ว่า สองสิ่งนี้มีจุดกำเนิดร่วมกันและทำงานสอดประสานกันมาแทบจะตลอดเวลา 5,000 ปีที่ผ่านมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นปกครองเป็นหลัก โดยมีหนี้เป็นกลไกที่แยบยลที่สุดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ หากลองมองกลับมามองสังคมที่ตนอาศัยอยู่ซึ่งก็คือประเทศไทย ก็จะพบว่าหนี้โดยกำเนิดที่เกรเบอร์วิจารณ์แบบผ่านๆว่าเป็นฐานของแนวคิดแบบชาตินิยมนั้น ดูจะยังมี “มนต์ขลัง” อยู่มากโดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นเจน X และ เบบี้บูมเมอร์ แนวคิดดังกล่าวแสดงออกผ่าน “วาทะกรรม” ที่ได้ยินกันมาตั้งแต่เด็ก เช่น “เราเกิดมาเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดิน ต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” และเป็นอุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย (ที่สมบูรณ์มากขึ้น)
แม้จะเต็มไปด้วยข้อถกเถียงที่น่าสนใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในหลายประเด็น เกรเบอร์ยังไม่สามารถให้คำอธิบายและข้อมูลสนับสนุนที่ฟังดูสมเหตุสมผลหรือครบถ้วนรอบด้านพอ เช่น
- วิธีการสืบค้นเกี่ยวกับที่มาและประวัติของคำนั้น หลายกรณีก็ฟังดูสมเหตุสมผลและเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น แต่ในบางกรณี เช่น การบอกว่า self-interest มาจาก การเอาคำว่า interest (ที่ในกฎหมายโรมันหมายถึง ค่าปรับ ในกรณีที่จ่ายหนี้ล่าช้า) มาใช้แทนคำว่า love ใน self-love (ซึ่งมีความหมายในเชิงลบตามคำสอนของศาสนาคริสต์) กลายเป็นคำว่า self-interest ในปรัชญาสมัยใหม่ เพราะต้องการให้คำนี้มีความหมายเป็นกลาง มีความเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ดูจะเป็นการตีความเกินเลยไปพอสมควร
- ความรุ่งเรืองทางวัตถุในยุคแอ็กเซียลทำให้เกิดปรัชญาเชิงวัตถุนิยม (วัตถุนิยมในแง่นี้น่าจะเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์และความพยายามที่จะอธิบายโลกธรรมชาติมากกว่า?)
- การต่อต้านการขูดรีดและสั่งสมทรัพย์นำไปสู่การก่อตั้งศาสนา (จริงๆแล้วการก่อตัวของความเชื่อน่าจะมีเหตุปัจจัยที่ซับซ้อนกว่านั้น?)
- เกรเบอร์บอกว่าจะเล่าประวัติศาสตร์ ‘ยูเรเซีย’ แต่กลับให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของจีนในวิวัฒนาการของหนี้และเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับยุโรปและอาหรับ (เป็นแค่แหล่งดูดซับแร่เงินปริมาณมหาศาลจากโลกใหม่?)
ในตอนท้ายของหนังสือ เกรเบอร์บอกว่าจุดประสงค์ของการเขียนหนังสือเล่มนี้คือ ต้องการแสดงให้ผู้อ่านเห็นถึงความเป็นไปได้ในรูปแบบอื่นๆ เพื่อจะได้จินตนาการถึงสังคมใหม่ที่ดีกว่าเดิม แต่ภาพรวมของประวัติศาสตร์ที่เล่ามากลับชวนให้รู้สึกสิ้นหวังมากกว่า เพราะความเป็นไปได้อื่นๆที่ยกตัวอย่างมา เช่น เศรษฐกิจฐานมนุษย์ (Human Economy) หรือแม้แต่สังคมที่ใช้เงินเครดิตเป็นหลัก แต่ให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณและไม่ขูดรีดกันจนเกินไป ก็ดูจะเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากความเป็นจริงในโลกปัจจุบันอยู่มาก แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ทำให้ความน่าอ่านของหนังสือเล่มนี้ลดลง
ข้อเสนอของเกรเบอร์เรื่อง ‘ยกเลิกหนี้’ แม้จะฟังดูคลุมเครือ เพราะบอกแต่เพียงว่า “ทำแบบการฉลองเทศกาล (Jubilee) ตามคัมภีร์ไบเบิล ครอบคลุมทั้งหนี้ต่างประเทศและหนี้ครัวเรือน” แต่ก็พอจะตีความได้ว่าเป็นการยกเลิกหนี้แบบเหมารวม ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ แต่หากลองปรับเปลี่ยนให้เป็นการยกเลิกหนี้แบบเฉพาะกรณี เช่น เกษตรกรสูงวัยที่มีหนี้ คนติดหนี้การศึกษาที่จ่ายเงินต้นครบแล้ว ก็ฟังดูสมเหตุสมผลและพอจะเป็นไปได้อยู่บ้าง สุดท้ายนี้คงได้แต่กล่าวว่า "เป็นหนี้ก็ต้องใช้หนี้***???" แล้วก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตต่อไป
Author: Siraphop Phattrasudhi
Editor: Wikrom Manomansattha