Posted On 21 April 2026
อันที่จริงแล้วผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เป็นโพสต์บนแอป Lemon8 เป็นเวอร์ชั่นแบบสรุปสั้นๆ ซึ่งก็มีคนสนใจเข้ามาอ่านมากพอสมควร วันนี้ก็เลยอยากจะมาเขียนเล่าประสบการณ์เส้นทางการมีอิสรภาพทางการเงินในวัย 33 ปีแบบเต็มๆเอาไว้เพื่อเป็นบันทึกความทรงจำของตัวเอง และเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับคนที่สนใจครับ
ตั้งแต่จำความได้ บ้านที่อยู่ตอนเด็กๆคือบ้านพักสวัสดิการพนักงานของพ่อ เป็นอารมณ์บ้านตึกแถวเก่าๆมีสองชั้น เป็นบ้านเล็กๆที่พออยู่ได้
ผมโตมาในครอบครัวข้าราชการ สมัยก่อนตอนช่วงที่โตมาเป็นยุค 90s ตอนนั้นต้องใช้เงินอย่างประหยัดเพราะพ่อแม่ยังเงินเดือนน้อย ใครที่เป็นลูกข้าราชการคงพอนึกภาพออก เวลาจะใช้เงินแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก สมัยนั้นนานๆทีได้กินไก่ทอด KFC ก็ถือว่าหรูแล้ว
ตอนเด็กๆเริ่มฝึกนิสัยการออม แม่สอนให้หยอดกระปุกออมสิน สมัยเรียนชั้นประถมได้เงินไปโรงเรียนเป็นเหรียญวันละไม่ถึงยี่สิบบาท เวลามีเงินเหลือจากค่าขนมก็เอามาหยอดกระปุกที่บ้าน หยอดจนเต็มกระปุก ก็ทำมาเรื่อยๆจนเริ่มโตขึ้น
พอเวลาผ่านมา ฐานะการเงินของที่บ้านก็ค่อยๆดีขึ้นตามลำดับ (ตามเงินเดือนของพ่อแม่) และด้วยความที่เป็นเด็กเรียนดีพอสมควร พอจบมัธยมก็สอบเข้าเรียนบัญชีธรรมศาสตร์ได้ ตอนนั้นก็เริ่มเกิดความคิดว่าจะทำยังไงให้ต่อไปเรามีเงินพอใช้โดยไม่ต้องทำงาน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าแนวความคิดนี้ผุดขึ้นมาจากไหน แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เราเริ่มคิดหาหนทางที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเอง
พอเข้ามหาลัย ตอนนั้นเริ่มได้เงินค่าขนมจากพ่อแม่เยอะขึ้น จากเดิมที่สมัยมัธยมได้เงินแค่เท่าที่พอใช้แต่ละวัน พอเรียนมหาลัยคราวนี้เริ่มได้เงินเป็นรายเดือน ทำให้สามารถจัดสรรการเงินของตัวเองได้ ก็พยายามใช้เงินอย่างประหยัด แต่ก็มีไปกินข้าวกับเพื่อนหรือซื้อของที่อยากได้บ้างตามปกติแต่ไม่บ่อย พอหักลบแล้วก็ยังเหลือเงินบ้างในแต่ละเดือน ช่วงนั้นเริ่มได้เรียนเรื่องวิกฤต Subprime ของอเมริกาจากในวิชาเศรษฐศาสตร์ ก็เลยเริ่มได้รู้คอนเสปต์ที่ว่า “อเมริกาพิมพ์เงินไม่อั้น”
ความรู้ตอนนั้นก็พอให้คิดได้ว่า การถือเงินกระดาษเอาไว้มากๆนั้นไม่ปลอดภัย เพราะเงินเสื่อมค่าตลอดเวลา ช่วงนั้นพอดีราคาทองขึ้นจนเป็นกระแสอยู่ช่วงนึง (ประมาณสองหมื่นกว่าบาท) ก็เลยเริ่มซื้อทองตามกระแส จากนั้นราคาทองก็ตกลงฮวบๆจนไปถึงประมาณหมื่นปลายๆ แต่ด้วยความที่เชื่อในแนวโน้มระยะยาว ก็เลยทยอยซื้อทองไปทีละนิดๆเวลาเก็บเงินได้จากค่าขนม จำได้ว่าตอนนั้นนั่งรถเมล์ไปเยาวราชคนเดียวเพื่อไปซื้อทองที่ร้านฮั่วเซ่งเฮง เวลาขึ้นรถเมล์กลับแต่ละทีก็กังวลนิดๆ (กลัวหาย)
หลังจากเรียนจบ ตอนนั้นด้วยความที่ที่บ้านรับราชการ พ่อแม่ก็เลยอยากให้ทำงานมั่นคงแบบเดียวกัน สมัยนั้นก็เป็นเด็กค่อนข้างเชื่อฟัง ในที่สุดก็สอบเข้าทำงานได้ในหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่ง เงินเดือนเริ่มต้นถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับเพื่อนที่ไปทำงานบริษัทเอกชน (ส่วนใหญ่คนจบบัญชีมักเริ่มต้นทำงานสาย audit ใน Big 4 ซึ่งค่อนข้างจะเงินดี)
และด้วยความที่ยังคงมีเป้าหมายเหมือนเดิมคือการมีอิสรภาพทางการเงิน ตั้งแต่เริ่มทำงานก็เลยพยายามคิดหาหนทางที่จะเก็บเงินและสร้างฐานะให้ตัวเองให้ได้ (แม้ว่าเงินเดือนจะน้อยก็ตาม) ก็เลยทำไฟล์ Excel วางแผนการเงินของตัวเองขึ้นมา (ปัจจุบันก็ยังใช้อยู่) โดยวางเป้าหมายเอาไว้ทั้งหมดว่าจะต้องใช้เงินเดือนละเท่าไหร่ จัดสรรเงินเก็บ เงินลงทุนอย่างไร เมื่อถึงอายุเท่านี้ๆควรจะมีเงินเท่าไหร่ มีการทำ forecast เอาไว้หมดเพื่อดูว่าเราจะสามารถมีอิสรภาพทางการเงินได้ตอนประมาณอายุเท่าไหร่
พอเงินเดือนน้อย สิ่งที่ต้องทำก็คือการลดรายจ่าย พยายามใช้เงินอย่างประหยัด สมัยนั้นไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศเลย ต่างจังหวัดก็แทบจะไม่ได้ไป เพื่อนชวนไปไหนไม่ค่อยไป ทำตัวต่างจากคนอื่นๆในที่ทำงานหรือในสังคมเดียวกันที่คนส่วนใหญ่ใช้เงินกิน เที่ยว แบบไม่คิดอะไรมาก เพราะเราอยากมีอิสรภาพทางการเงินจริงๆ
ตอนที่เริ่มทำงานใหม่ๆก็เริ่มศึกษาการลงทุนในหุ้นไทย ตอนนั้นที่ทำงานมีเปิดให้พนักงานไปอบรมเรื่องการวางแผนการเงินก็เลยสมัครไปฟังบรรยายกับเขาด้วย ทำให้ได้เข้าใจแนวคิดว่าเราจะสามารถเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นพนักงานกินเงินเดือน ไปเป็นคนที่มี Passive Income และมีอิสรภาพทางการเงินได้อย่างไร
คนจน - ซื้อของที่ไม่จำเป็น
คนชั้นกลาง - สร้างหนี้
คนรวย - ลงทุน ใช้เงินต่อเงิน
โดยตอนนั้นสิ่งที่สนใจและคิดว่าจะเป็นเครื่องมือในการพาเราไปถึงเป้าหมายทางการเงินได้ก็คือการลงทุนในหุ้น เพื่อให้มีรายได้จากเงินปันผลมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ตอนนั้นก็เลยเริ่มศึกษาและลงทุนในหุ้นไทยมาเรื่อยๆ โดยเน้นหุ้นพื้นฐานดี ราคายังไม่แพงเกินไป ให้เงินปันผลคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงพอสมควร (6-7%) จำได้ว่าหุ้นตัวแรกที่ซื้อในสมัยนั้นคือ TIP - ทิพยประกันภัย ซึ่งก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดีในตอนนั้น และก็เริ่มเก็บเงินได้มากขึ้น
หลังจากทำงานอยู่ที่เดิมอยู่สองปีก็ย้ายงานใหม่ ด้วยความที่รู้สึกว่าองค์กรเดิมเริ่มจะไม่ตอบโจทย์ด้านการพัฒนา และเงินเดือนค่อนข้างน้อย ตอนนั้นอายุแค่ 25 ยังมีไฟอยู่ก็เลยขวนขวายหาสมัครงานที่ใหม่ คราวนี้พอได้ย้ายไปทำงานที่ใหม่ก็ทำให้มีรายได้ดีขึ้นมาก ทีนี้จึงเริ่มตั้งเป้าหมายว่าอยากจะมีอิสรภาพทางการเงินก่อนอายุ 40 ไม่อยากจะทำงานในองค์กรตลอดไป
หลังจากตอนนั้นมาจนถึงตอนนี้ ชีวิตก็ผ่านการล้มลุกคลุกคลานทั้งด้านการทำงานและการเงินมาพอสมควร ช่วงหลังๆหุ้นไทยไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีอย่างที่เคยคิดไว้สมัยเริ่มทำงานใหม่ๆ ถึงแม้จะมีรายได้จากเงินปันผลมาพอสมควร แต่ระหว่างทางก็มีทั้งได้กำไรและขาดทุนจากส่วนต่างราคาอยู่ตลอด จนไม่รู้ว่าที่ลงทุนมาหลายปีสรุปแล้วได้กำไรหรือขาดทุน แต่ด้วยความที่ยังมีวินัยทางการเงินค่อนข้างดี ทำให้ภาพรวมแล้วฐานะการเงินดีขึ้นเรื่อยๆจนมาถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้เบื้องต้นแล้ว ในที่สุดตอนปี 68 ก็ตัดสินใจขายหุ้นและทองออกไปและซื้ออสังหาริมทรัพย์เป็นคอนโดติดรถไฟฟ้ามาแทน โดยซื้อเป็นห้อง studio เล็กๆทั้งหมดสามห้องเพื่อปล่อยเช่า
ที่ตัดสินใจซื้อคอนโดแทนที่จะลงทุนอย่างอื่นที่อาจจะมีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่า (แถมยังต้องคอยบริหารจัดการผู้เช่า ซ่อมแซมด้วย) เพราะรู้สึกว่าตอนนี้เรามาถึงจุดที่ต้องการที่จะเปลี่ยนกำไรทางตัวเลขที่ดูวูบๆวาบๆให้เป็นความมั่นคงที่จับต้องได้มากขึ้น และรายได้จากค่าเช่าคอนโดรวมแล้วก็เป็นจำนวนเงินที่พอจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่อเดือนได้แล้ว เรียกว่า ณ ตอนนี้ผมมีอิสรภาพทางการเงินแบบย่อมๆและพอที่จะสามารถหยุดทำงานได้แล้ว หากใช้เงินแบบไม่ฟุ่มเฟือย ซึ่งภาษาการเงินยุคใหม่เรียกว่า Lean FIRE (FIRE ย่อมาจาก Financial Independence, Retire Early)
ลืมบอกไปว่าช่วงหลังๆเนื่องจากประเทศไทยเศรษฐกิจไม่สู้ดีและตลาดหุ้นไทยก็ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีมาหลายปี ก็เลยลาจากหุ้นไทยไปลงทุนในกองทุน Index Fund ต่างประเทศอย่าง S&P500, NASDAQ แทน เพราะรู้สึกว่าไม่อยากเอาเวลาไปเฝ้าหุ้นรายตัว และมองว่าการซื้อหุ้นเป็นรายตัวนั้นมีความเสี่ยงที่มากเกินไป การลงทุนใน Index Fund ที่เฉลี่ยเงินลงทุนไปยังหุ้นหลายๆตัวนั้นส่วนตัวมองว่าเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดีกว่า แม้ว่าตอนนี้ขายกองทุนเหล่านี้ไปแล้วก็ยังมองว่าเป็นการลงทุนที่ดีและอาจจะกลับมาลงทุนใหม่ในอนาคตตอนที่เก็บเงินได้มามากขึ้น
ปัจจุบันนี้ผมอายุ 33 ปี ทำงานมาแล้วราวๆ 10 ปี และถึงแม้จะบรรลุเป้าหมายทางการเงินขั้นแรกแล้ว แต่ตอนนี้ก็ยังไม่ได้หยุดทำงาน เพราะจริงๆการมีอิสรภาพทางการเงินกับการหยุดทำงานนั้นเป็นคนละเรื่องกัน (ยังไม่ได้ Retire)
ณ เฟสนี้ของชีวิต จึงเป็นการค่อยๆ transition ตัวเองจากการเป็นลูกจ้างกินเงินเดือนและทำงานตามคำสั่งคนอื่น ไปเป็นการมีอิสระทางการเงินมากขึ้นเรื่อยๆและเริ่มสร้างสิ่งที่เป็นของตัวเองจริงๆและสอดคล้องกับคุณค่าของตัวเอง ซึ่งผมบอกได้เลยว่า การทำงานเป็นลูกจ้างในขณะที่มีอิสรภาพทางการเงินแล้วมันรู้สึกดีกว่าการที่ทำงานในตอนที่ยัง “จำเป็นต้องทำ” อย่างมาก เพราะเมื่อมาถึงจุดนี้เราจะรู้สึกว่าเรามีสิทธิ์ “เลือก” ได้ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไร หากมีสิ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สอดคล้องกับคุณค่าที่เรายึดถือ เราก็สามารถปฏิเสธที่จะไม่ทำได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกไล่ออกหรือไม่ก้าวหน้าในที่ทำงาน
อยากให้บันทึกนี้เป็นเหมือนกับแผนที่ให้กับคนที่มีเป้าหมายเดียวกัน หรือคนที่อยากจะเปลี่ยนสถานะการเงินของตัวเอง ให้ได้เห็นภาพว่าการสร้างอิสรภาพทางการเงินให้กับตัวเองนั้นเป็นสิ่งที่คนธรรมดาก็สามารถทำได้จริงและไม่ได้ใช้เวลานานอย่างที่คิด หากเรามีวินัยทางการเงิน มีเป้าหมายที่ชัดเจน มีความตั้งใจจริงก็สามารถทำได้
โดยหลักสำคัญที่อยากฝากเอาไว้คือการมีความประหยัดเป็นรากฐาน ใช้เงินน้อยกว่าที่หาได้ รู้เท่าทันกิเลสตัวเองและรู้จักอดเปรี้ยวไว้กินหวาน ยอมเสียสละความสุขเฉพาะหน้าบางส่วนในวันนี้เพื่อความมั่นคงในระยะยาว เชื่อว่าวันดีๆจะต้องมาถึงอย่างแน่นอนครับ
Author: Wikrom Manomansattha