Posted On 7 April 2026
หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการทดลองมาร์ชเมลโลว์ (The Marshmallow Experiment) ที่ศึกษาพฤติกรรมของเด็กๆ และได้ผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่าทักษะของการ ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ เป็นทักษะชีวิตสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ทำนายความสำเร็จในอนาคตของแต่ละคนได้
ซึ่งอันที่จริงเราก็สามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ว่าคนที่มีวินัย มีความอดทนและมองการณ์ไกล มักจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆในระยะยาว คำถามคือเราจะสามารถคิดแบบ Long-term ได้แค่ไหน ภายใต้เงื่อนไขเศรษฐกิจปากท้องที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ทุกวันนี้ดูเหมือนการคิดแบบ Long-term (มองการณ์ไกล) หรือที่ภาษาการเงินสมัยใหม่เราเรียกว่าการมี Low Time Preference (การให้คุณค่ากับอนาคตสูงกว่าปัจจุบัน) นั้นกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปอย่างยิ่ง ด้วยสภาพเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่บีบให้เรารู้สึก ‘ไร้ความหวัง’ ต่ออนาคต จึงได้แต่หาความสุขเฉพาะหน้าไปวันๆ เพื่อให้พอที่จะประคับประคองจิตใจให้อยู่ต่อไปได้ โดยไม่ขาดไร้ความสุขมากจนเกินไป
ถ้าเราย้อนไปดูสถิติการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP growth) แบบปีต่อปีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะมองเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งซ้ายของกราฟ (ก่อนปี 1995) เศรษฐกิจไทยเคยพุ่งทะยานในระดับ 8% ถึง 13% ในช่วงยุค 80s
แต่พอมาถึงยุคของชาว gen y เป็นต้นมา หลังประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ประเทศเราก็ไม่เคยกลับไปเติบโตได้เท่าเดิมอีกเลย ทุกวันนี้ GDP ของประเทศเราขยายตัว 2.4% ก็ถือว่า ‘ดีกว่าคาด’ แล้ว (ตามพาดหัวข่าว) แม้ว่าจะเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำกว่าสมัยก่อนอยู่มากก็ตาม
ลองจินตนาการว่าเรากำลังดำรงชีวิตอยู่ในช่วงยุคทองของประเทศไทยที่กำลังเติบโตปีละ 8% บริษัท โรงงาน แห่กันเปิดตัวทั่วไปหมด มีการขยายตำแหน่งงานอยู่ตลอดเวลา เด็กจบใหม่แทบจะมีคนมารอรับเข้าทำงานตั้งแต่เรียนจบ
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน การลงทุนใหม่ๆไม่ค่อยมี โอกาสในการทำงานก็ดูจะตันๆ เด็กๆพอเรียนจบมหาลัยออกมาก็ว่างงานกันเยอะ คนที่มีงานทำอยู่ก็ต้องมาคอยกังวลว่าจะถูก Layoff เมื่อไหร่ ตำแหน่งพนักงานประจำและข้าราชการต้องแย่งชิงกันให้ได้มา เพราะส่วนใหญ่องค์กรสมัยนี้จะเน้นจ้างแต่พนักงานสัญญาจ้างรายปีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ในขณะที่ตัวเลข GDP ของประเทศโตต่ำ แต่ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนกลับพุ่งสูงสวนทางกัน (เจ้าเงินเฟ้อตัวร้าย)
และจริงๆปัญหานี้ไม่ได้เป็นกันแค่ในประเทศไทย แต่เป็นกันทั่วโลก มีหลายคนเชื่อว่าโลกของเรากำลังใกล้เข้าสู่ช่วงของ 'ขาลงทางเศรษฐกิจ' (Recession) ปัญหาการจ้างงานและเงินเฟ้อ กำลังกลายเป็นปัญหาไก่กับไข่ที่ยากที่จะแก้ไข
มีทฤษฎีของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่บอกว่า เศรษฐกิจจะมี 4 ช่วงหมุนเวียนไป คือ ช่วงรุ่งเรือง (Expansion) → จุดสูงสุด (Peak) → ถดถอย (Recession) → จุดต่ำสุด (Trough) ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่า ตอนนี้ ‘โลก’ ของเรากำลังผ่านจุดพีค และกำลังเข้าสู่ช่วงถดถอย (Recession) ที่เราไม่ได้เจอมานานมาก
และในช่วงนี้เองที่ระบบเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่จะเข้าสู่ความ ‘พังทลาย’ ก่อนที่จะมีการฟื้นตัว (Recovery) และเริ่มก่อร่างขึ้นมาใหม่
มาถึงตรงนี้ เราคงจะเริ่มพอเข้าใจว่า ทำไมบรรยากาศเศรษฐกิจบ้านเราในตอนนี้มันถึงช่างดูน่าหดหู่เสียนี่กระไร แต่ละคนก็ได้แต่เอาตัวรอดให้ผ่านไปวันๆ จนอย่าว่าแต่ให้วางแผนอนาคต 10 ปีข้างหน้าเลย เอาแค่เดือนหน้าจะยังมีงานทำอยู่ไหมบางคนก็ยังไม่แน่ใจ อีกอย่างก็คือ เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่า วันที่เศรษฐกิจจะกลับมาดี มีความหวังอีกครั้ง มันจะมาถึงไหมในช่วงชีวิตของเรา ปัญหาปากท้องในปัจจุบันจึงเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าการสร้างอนาคต
ในบทความเรื่อง Why Mental Bandwidth Could Explain the Psychology Behind Poverty พูดถึงงานวิจัยของ Heather Schofield และคณะ ว่าความยากจนนั้นลดทอนขีดความสามารถในการคิด (Cognitive capacity) อย่างรุนแรง ไม่ใช่ว่าคนจนไม่มีศักยภาพ แต่เพราะความกังวลเรื่องปากท้อง "ดึงความสนใจ" (Distraction) ไปตลอดเวลา ทำให้เหลือพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆน้อยลง นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตอีกหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ฯลฯ
แล้วเราลองจินตนาการถึงสังคมที่คนจำนวนมาก (เกินครึ่ง) ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันนี้ล่ะ
สังคมที่ผู้คนต่างอยู่ในโหมดเอาตัวรอด ไม่มีเวลาและพลังงานจะไปคิดวางแผนชีวิตในระยะยาว แถมยังถูกสภาวะที่บีบคั้นจากความจนนั้นคอยบีบให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆผิดพลาดอีก สังคมนั้นจึงเข้าสู่สภาวะที่เสื่อมถอยลง โดยสิ่งที่บ่งบอกถึงการมีความหวังของคนในสังคมได้อย่างหนึ่งก็คือ การที่คนในสังคมเลือกที่จะมีลูก
พอคนเริ่มไม่เห็นความหวังในชีวิต เพราะสภาพแวดล้อมบีบให้เรา ‘จน’ คนก็เริ่มไม่อยากมีลูก เพราะลำพังแค่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด มองไม่เห็นอนาคตของตัวเอง ก็เลยไม่อยากพาใครมาลำบากด้วยกัน ส่งผลให้อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
หากจะพิจารณาเหตุปัจจัยต่อไป พอคนไม่มีลูก ก็ไม่มีภาระที่จะต้องคิดถึงอนาคต นั่นก็ยิ่งทำให้การคิดแบบ Long-term ยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะชีวิตไม่มีอะไรที่จะต้องส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป แค่พยายามเลี้ยงชีวิตตัวเองให้รอดก็พอ นี่จึงกลายเป็น Negative Feedback Loop ที่กระตุ้นให้คนคิดแต่หาความสุขระยะสั้น มากกว่าที่จะมองประโยชน์ในระยะยาว
ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์ถึงบทบาทของภาครัฐ ในการจะเข้ามามีส่วนช่วยให้ประชาชนเกิดแรงจูงใจที่คิดแบบ Long-term ว่าพอจะเป็นไปได้ไหม
ก่อนอื่นเลยในระดับนโยบาย รัฐควรที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและสังคมแบบ Long-term มากกว่าการทำนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งมีแต่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาหวังพึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐ แทนที่จะวางแผนที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในระยะยาว
จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นว่านโยบายทางด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆที่นำมาหาเสียงนั้นล้วนมุ่งเน้นไปในในทิศทางเดียวกัน นั่นคือนโยบายประเภท 'แจกเงิน' หรือที่เราเรียกว่านโยบายประชานิยม โดยแทบทุกนโยบาย (ของทุกพรรค) ล้วนมีแต่เรื่อง 'การใช้จ่าย' โดยไม่ได้กล่าวถึงเลยว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้
แต่ทั้งนี้จะไปกล่าวโทษพรรคการเมืองทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะแรงจูงใจของพรรคการเมืองก็คือการได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน เมื่อพรรคการเมืองประเมินว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขปัญหาปากท้อง 'ในระยะสั้น' แล้ว นโยบายที่ออกมาก็แค่เป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้นเอง
ด้วยบริบทนี้ การจะคาดหวังให้นักการเมืองหรือภาครัฐนั้นมีบทบาทเข้ามาช่วยเป็นต้นแบบของการคิดแบบระยะยาวนั้นจึงเป็นไปได้ยาก การพึ่งพาตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงที่ปัจจัยแวดล้อมต่างๆไม่เอื้ออำนวย
นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง ทั้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์-สงคราม การดิสรัปทางเทคโนโลยี ในโพสต์นี้เราคงจะยังไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะจะยืดยาวจนเกินไป
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ต่างๆทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ทำให้เรารู้สึกปั่นป่วนเหมือนกับอยู่ท่ามกลาง 'ความโกลาหล' จนไม่สามารถที่จะตั้งสติได้ทัน และเราก็แทบจะไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย
เมื่อโลกปั่นป่วน ทักษะยุคใหม่ที่ถูกพูดถึงมากคือคำว่า 'Resilience' หรือความสามารถในการปรับตัว, ความยืดหยุ่น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย และสภาวะที่บีบคั้น คนที่จะอยู่รอดได้คือคนที่มีความสามารถในการปรับตัว มีการเรียนรู้ Reskill & Upskill ให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ฟรีๆหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Facebook, Tiktok ฯลฯ
ในจุดนี้ภาครัฐเองก็สามารถเข้ามาช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้ด้วย ซึ่งก็มีการริเริ่มทำมาบ้างแล้ว อย่างเช่นโครงการโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เป็นตัวอย่างของโครงการภาครัฐที่ดี มีการฝึกสอนอาชีพต่างๆให้กับประชาชนที่สนใจ เพื่อสร้างอาชีพให้กับประชาชน เป็นการวางรากฐานการแก้ปัญหาแบบ Long-term (ใครที่สนใจก็ลองไปค้นหาข้อมูลกันดูได้ครับ)
หากใครเป็นคนรุ่นใหม่ที่เคยถูกผู้ใหญ่ตราหน้าว่า “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”, “ไม่อดทน”, “สมัยฉันลำบากกว่าตั้งเยอะ” ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะนั่นเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ เราอาจจะเกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ตลาดหุ้นอยู่ในยุค Lost Decade การหางานทำก็ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยที่เศรษฐกิจกำลังบูม
สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยนั้นมีผลมากต่อการเจริญเติบโต
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการสั่งสมทักษะการคิด Long-term เพื่อที่จะสร้างชีวิตที่ดีและมั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่จะต้องอาศัยเรี่ยวแรงมากเป็นพิเศษ ในการพยายามพึ่งพาตัวเองและเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากแบบนี้
การออมคือรากฐานสำคัญ
จากที่เล่ามาจนถึงตอนนี้ การที่เราจะสามารถคิดแบบ Long-term และสร้างรากฐานของชีวิตและสังคมที่ยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญคือการพาตัวเองให้หลุดออกจากวงจรของการคิดระยะสั้นที่มาจากการถูกบีบคั้นด้วยสภาพเศรษฐกิจและปัญหาด้านการเงิน จนทำให้เราติดอยู่ในโหมดเอาตัวรอด (Survival Mode) อยู่ตลอดเวลา การแก้ปัญหาเรื่องทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนสำคัญมากในการสร้างความหวังในระยะยาวให้กับสังคม ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะมาแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ก็คือ 'การออม' ที่เราถูกสอนกันมาตั้งแต่เด็ก
ถึงแม้วันนี้บางคนอาจมีภาระล้นตัวจนเงินแทบไม่เหลือเก็บก็ไม่เป็นไร เพราะความจำเป็นของคนเราไม่เท่ากัน แต่การปลูกฝังนิสัยที่มีความยับยั้งชั่งใจ รู้จักประหยัดและใช้เงินในสิ่งที่จำเป็นนั้น จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถยืนหยัดต่อสู้ทางเศรษฐกิจได้ยาวกว่าคนที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย หากพอเริ่มจัดระเบียบชีวิตให้เข้าที่เข้าทางได้ เริ่มมีเงินเหลือให้เก็บออมบ้าง เราก็จะเริ่มตั้งตัวได้ และมีโอกาสที่จะคิดแบบ Long-term ได้มากขึ้น
ความประหยัดอดออมและมีวินัยทางการเงิน จะทำให้เราค่อยๆหลุดออกจากโหมดเอาตัวรอด และมีพื้นที่สมอง (Cognitive Capacity) เหลือสำหรับใช้ในการคิดวางแผนอนาคต การออมจึงเป็นรากฐานของการสร้างความมั่นคงทางการเงินและชีวิต เปรียบได้กับเครื่องยนต์ของจรวดที่จะนำพาเราหลุดออกจากแรงโน้มถ่วง (ของความยากจน) ที่คอยฉุดรั้งชีวิตของเราไว้นั่นเอง
แหล่งอ้างอิง:
https://data.worldbank.org
https://www.bangkokbiznews.com
https://corporatefinanceinstitute.com
https://knowledge.wharton.upenn.edu
https://www.thaiwebsites.com
https://thematter.co
Author: Wikrom Manomansattha
Editor: Siraphop Phattrasudhi