ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ
บทถอดความ
คำนำ
ตั้งแต่หลายปีก่อนเมื่อได้อ่าน ‘ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ’ ซึ่งเป็นพระธรรมลิขิตที่เขียนโดยลายมือของพ่อแม่ครูอาจารย์ซึ่งเป็นบรมครูแห่งสายพระกรรมฐานไทย คือองค์หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ก็ได้พบว่าเป็นมรดกธรรมอันล้ำค่า มีความลึกซึ้งมาก ครอบคลุมการปฏิบัติภาวนาเพื่อเข้าถึงความพ้นทุกข์เอาไว้อย่างสมบูรณ์ และด้วยการได้รับคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ไว้ในหลายจุดที่ผู้เขียนทำความเข้าใจด้วยตัวเองได้ยาก ประกอบกับการค้นคว้าข้อมูลบางส่วนเพิ่มเติม ผู้เขียนจึงมีความตั้งใจที่จะถอดความจากบทประพันธ์ดั้งเดิมเป็นภาษาสมัยใหม่ เพื่อให้คนรุ่นหลังสามารถเข้าถึงข้อธรรมคำสอนขององค์หลวงปู่มั่นฯได้ง่ายขึ้น โดยไม่มีเจตนาในการบิดเบือนหรือดัดแปลงเนื้อความเดิมแต่อย่างใด
ทั้งนี้หากมีความผิดพลาดประการใดอันเกิดจากความเข้าใจผิดพลาดจากผู้เขียนนั้น ผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ และขอให้ผู้อ่านทุกท่านได้ใช้วิจารณญาณอันรอบคอบในการอ่านบทถอดความนี้ด้วย เพื่อประโยชน์ในการได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง และเจริญงอกงามในธรรมต่อไป
คำว่า "ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ" เมื่อวิเคราะห์จากรากศัพท์แล้วสามารถแปลความหมายได้ดังนี้
ขันธ์ = หมายถึง ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ
วิมุติ = หมายถึง ความหลุดพ้น
สะมังคี = หมายถึง ประกอบด้วย มีร่วมกัน
ธรรมะ = หมายถึง สิ่งที่เป็นไปตามเหตุและผล
ดังนั้น ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ จึงแปลความได้ว่า
"องค์ธรรมแห่งการหลุดพ้นจากขันธ์ทั้ง 5 ประการ"
เนื้อความ
นะมัตถุ สุคะตัสสะ ปัญจะธรรมะขันธานิ
ข้าพเจ้าขอนอบน้อมซึ่งพระสุคต บรมศาสดาสักยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า แลพระนวโลกตรธรรม 9 ประการ แลอริยสงฆ์สาวก บัดนี้ ข้าพเจ้าจักกล่าว ซึ่งธรรมขันธ์โดยสังเขป ตามสติปัญญา
ถอดความ — ข้าพเจ้าขอนอบน้อมนมัสการองค์สมเด็จพระสัมมาพระพุทธเจ้า รวมทั้งนมัสการพระธรรม 9 ประการอันเป็นโลกุตระธรรม (ประกอบด้วยมรรค 4 คือ โสดาปัตติมรรค สกิทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตมรรค ผล 4 คือ โสดาปัตติผล สกิทาคามิผล อนาคามิผล อรหัตผล และนิพพาน) และพระอริยสงฆ์สาวก ในโอกาสนี้ ข้าพเจ้าจะแสดงหลักธรรมโดยสังเขป ตามความรู้ความเข้าใจของตน
ยังมีท่านคนหนึ่งรักตัวคิดกลัวทุกข์ อยากได้สุขพ้นภัยเทียวผายผัน
วันหนึ่ง ท่านรู้จริงทิ้งสมุทัยพวกสังขาร ท่านก็ปะถ้ำสนุกสุขไม่หาย เปรียบเหมือนดังกายนี้เอง ฯ
ถอดความ — มีคนคนหนึ่งซึ่งมีความรักตัวเองและเกรงกลัวต่อความทุกข์ ปรารถนาจะได้รับความสุขความปลอดภัย วันหนึ่ง คนผู้นี้ได้เข้าถึงความรู้แจ้ง ได้ละทิ้งเหตุแห่งความทุกข์ ที่เกิดจากสังขารความปรุงแต่งต่าง ๆ ลงเสียได้ เขาจึงได้พบกับสิ่งที่เรียกว่าถ้ำแห่งความสุขอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งเปรียบดังร่างกายนี้เอง
ชะโงกดูถ้ำสนุกทุกข์ทลาย แสนสบายรู้ตัวเรื่องกลัวนั้นเบา
ทำเมินไปเมินมาอยู่หน้าเขา จะกลับไปป่าวร้องซึ่งพวกพ้องเล่า
ก็กลัวเขาเหมาว่าเป็นบ้าบอ สู้อยู่ผู้เดียวหาเรื่องเครื่องสงบ
เป็นอันจบเรื่องคิดไม่ติดต่อ ดีกว่าเที่ยวรุ่มร่ามทำสอพลอ
เดี๋ยวถูกยอถูกติเป็นเรื่องเครื่องรำคาญ
ถอดความ — เมื่อมองเข้าไปในถ้ำแห่งความสุขนั้น ก็พบว่าความทุกข์ทั้งหลายล้วนจางหายไป คงเหลือแต่ความสบายใจ รู้สึกว่าความกลัวทั้งหลายนั้น เบาบางลงไปจนหมดสิ้น จึงคิดที่จะกลับไปป่าวประกาศ บอกพวกพ้องของตนให้ทราบด้วยกัน แต่ก็กลัวว่าคนอื่น ๆ นั้นจะคิดว่าตนนั้นเป็นบ้า จึงสู้เลือกอยู่คนเดียวอย่างสงบดีกว่า ถือเป็นการหมดภาระไม่ต้องคิดอะไร ดีกว่าไปพูดเยอะให้วุ่นวาย เดี๋ยวจะต้องถูกผู้คนสรรเสริญ นินทา ติเตียน จนน่ารำคาญใจ
ยังมีบุรุษคน 1 อีก กลัวตายน้ำใจฝ่อ
มาหาแล้วพูดตรง ๆ น่าสงสาร
ถามว่า ท่านพากเพียรมาก็ช้านาน เห็นธรรมที่จริงแล้วหรือยังที่ใจหวัง
เอ๊ ทำไมจึงรู้ใจฉัน บุรุษผู้นั้นก็อยากอยู่อาศัย
ท่านว่าดี ๆ ฉันอนุโมทนา จะพาดูเขาใหญ่ถ้ำสนุกทุกข์ไม่มี
ถอดความ — อยู่มาวันหนึ่งปรากฏว่ามีชายอีกคน ซึ่งก็เป็นคนรักตัวกลัวตายเช่นกัน ได้เข้ามาหาท่านและถามว่า
“ท่านได้พากเพียรปฏิบัติมานาน ตอนนี้ได้บรรลุธรรมที่แท้จริงดังที่หวังเอาไว้แล้วหรือยัง”
ท่านจึงว่า “เอ๊ะ ทำไมรู้ใจฉัน” ชายผู้นั้นจึงเกิดความสนใจขึ้น อยากที่จะเข้ามาศึกษาด้วย
ท่านจึงกล่าวอนุโมทนา และรับปากจะพาเขาสำรวจดูถ้ำแห่งความสุข ที่ซึ่งปราศจากความทุกข์ทั้งมวล
คือกายคตาสติภาวนา ชมเล่นให้เย็นใจหายเดือดร้อน
หนทางจรอริยวงศ์ จะไปหรือไม่ไปฉันไม่เกณฑ์
ใช่หลอกเล่นบอกความให้ตามจริง แล้วกล่าวปริศนาท้าให้ตอบ
ปริศนานั้นว่า ระวึง คืออะไร ตอบว่าวิ่งเร็ว คือวิญญาณอาการไว
ถอดความ — ซึ่งก็คือการภาวนากายคตาสติ (การมีสติอยู่กับกาย) ซึ่งทำให้จิตใจสงบและเย็นลง ดับความกังวลหรือความเครียดลง การเดินทางบนเส้นทางของพระอริยะนั้นท่านจะเลือกไปหรือไม่ไปก็ได้ ข้าพเจ้าไม่ได้บังคับ ไม่ได้พูดเล่น ๆ แต่บอกไปตามความจริง พร้อมทั้งยกปริศนาธรรมให้คิดและหาคำตอบ ปริศนานั้นถามว่า 'ระวึงคืออะไร' คำตอบก็คือ 'การเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว' ซึ่งก็คือวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (วิญญาณ 6: จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ)
เดินเป็นแถวตามแนวกัน สัญญาตรงไม่สงสัย
ใจอยู่ในวิ่งไปมา สัญญาเหนียวภายนอกหลอกลวงจิต
ทำให้คิดวุ่นวายเที่ยวส่ายหา หลอกเป็นธรรมต่าง ๆ อย่างมายา
ถอดความ – วิญญาณนั้นเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จิตวิ่งไปมาเพราะสัญญา (ความจำ) ที่เหนียวแน่น จากการยึดติดในสิ่งภายนอกนั้นทำให้จิตใจถูกหลอกลวง
ทำให้จิตฟุ้งซ่าน คิดวิ่งวุ่นไปตามสิ่งต่าง ๆ ที่ปรากฏรอบตัว ทำให้หลงผิดในสิ่งที่เป็นมายาภาพลวง
ถามว่า ห้าขันธ์ ใครพ้นจนทั้งปวง แก้ว่า ใจซิพ้นอยู่คนเดียว
ไม่เกาะเกี่ยวพัวพันติดสิ้นพิษหวง หมดที่หลงอยู่เดียวดวง
สัญญาลวงไม่ได้หมายหลงตามไป
ถอดความ — ถามว่า ขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ใครสามารถหลุดพ้นจากมันได้ทั้งหมด
คำตอบก็คือ 'ใจ' นั่นเองที่หลุดพ้นได้เพียงลำพัง เมื่อใจไม่ยึดติดหรือพัวพันกับสิ่งใด ๆ ความหลงที่เคยมีหมดสิ้นไป ไม่ถูกสัญญาหรือความจำล่อลวงอีกต่อไป
ถามว่า ที่ว่าตายใครเขาตายที่ไหนกัน
แก้ว่า สังขารเขาตายทำลายผล
ถามว่า สิ่งใดก่อให้ต่อวน แก้ว่ากลสัญญาพาให้เวียน
เชื่อสัญญาจึงผิดติดยินดี ออกจากภพนี้ไปภพนั้นเที่ยวหันเหียน
เลยลืมจิตจำปิดสนิทเนียน ถึงจะเพียรหาธรรมก็ไม่เห็น
ถอดความ — ถามว่า คนที่ตายไปนั้น อะไรตายกันแน่
คำตอบก็คือ 'สังขาร' (ร่างกายและการปรุงแต่ง) นั่นแหละที่ตายและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ,
ถามต่อว่า อะไรที่ทำให้เกิดการเวียนวนไม่จบสิ้น คำตอบก็คือ 'กลของสัญญา' (การจดจำและการปรุงแต่ง) ที่ทำให้เราหลงติดอยู่ เพราะเราเชื่อในสัญญา จึงทำให้เกิดความยึดติดและความยินดี เมื่อจิตยึดติด ก็เวียนว่ายอยู่ในภพนี้ภพนั้นอย่างไม่จบสิ้น ทำให้เราลืมจิตแท้ที่สงบซ่อนอยู่ภายใน แม้จะพยายามค้นหาธรรมะเท่าไรก็ไม่พบ (เพราะถูกความหลงครอบงำ)
ถามว่า ใครกำหนดใครหมายเป็นธรรม
แก้ว่า ใจกำหนดใจหมาย เรื่องหาเจ้าสัญญานั้นเอง
คือว่าดีคว้าชั่วผลักติดรักชัง
ถามว่า กินหนเดียวไม่เทียวกิน แก้ว่า สิ้นอยากดูรู้ไม่หวัง
ในเรื่องเห็นต่อไปหายรุงรัง ใจก็นั่งแท่นนิ่งทิ้งอาลัย
ถอดความ — ถามว่า ใครเป็นผู้กำหนด หรือไปสำคัญมั่นหมายต่อสิ่งต่าง ๆ ? คำตอบคือ 'ใจ' นั่นเอง ทั้งหมดนั้นเกิดจากสัญญา (ความจำและความสำคัญมั่นหมาย) ของใจ คือการยึดติดกับสิ่งที่คิดว่าดีและผลักไสสิ่งที่คิดว่าไม่ดี การติดในความรักและความชัง
ถามต่อว่า การกินเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องกินซ้ำหมายถึงอะไร?
คำตอบคือ การรับรู้และปล่อยวาง เมื่อหมดความอยากรู้หรืออยากเห็นแล้ว ใจก็จะสงบและไม่ต้องไขว่คว้าหรือหวังในสิ่งต่าง ๆ อีก ความฟุ้งซ่านในใจก็จะหมดไป ใจจึงสงบนิ่ง ปล่อยวางทุกสิ่ง ไม่ยึดติดหรืออาลัยกับอะไรอีกต่อไป
ถามว่า สระสี่เหลี่ยมเปี่ยมด้วยน้ำ แก้ว่า ธรรมสิ้นอยากจากสงสัย
สะอาดหมดราคีไม่มีภัย สัญญาในนั้นภาคสังขารขันธ์นั้นไม่กวน
ใจจึงเปี่ยมเต็มที่ไม่มีพร่อง เงียบระงับดวงจิตไม่คิดครวญ
เป็นของควรชมชื่นทุกคืนวัน แม้ได้สมบัติทิพย์สักสิบแสน
ก็ไม่เหมือนรู้จริงทิ้งสังขาร หมดความอยากเป็นยิ่งสิ่งสำคัญ
จำอยู่ส่วนจำไม่ก้ำเกิน ใจไม่เพลินทั้งสิ้นหายดิ้นรน
เหมือนดังว่ากระจกส่องเงาหน้า แล้วอย่าคิด ติดสัญญา
เพราะว่าสัญญานั้นเหมือนดังเงา อย่าได้เมาไปตามเรื่องเครื่องสังขาร
ถอดความ — ถามว่า สระสี่เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยน้ำ นั้นหมายถึงอะไร
คำตอบคือ ธรรมอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบ ปราศจากความอยากและความสงสัยใด ๆ เป็นธรรมที่บริสุทธ์และสะอาด ไร้มลทิน ไม่มีภัยใด ๆ เข้ามารบกวน ในสภาวะนั้น สัญญา (ความจำ) และสังขาร (การปรุงแต่ง) นั้นไม่สามารถเข้ามารบกวนจิตใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใจจึงเต็มเปี่ยม ไม่มีความรู้สึกขาดหรือต้องการอะไรอีก จิตใจจะเงียบสงบ ไม่ต้องครุ่นคิดหรือกังวลใด ๆ เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การชื่นชมยินดีทุกคืนวัน แม้จะมีทิพยสมบัติมากมายเพียงใด ก็ไม่เทียบเท่ากับการรู้แจ้งและปล่อยวางจากกองสังขารทั้งปวง การหมดสิ้นซึ่งความอยากนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำคัญมากที่สุด สิ่งที่จำได้หรือนึกคิดได้ ก็เพียงแต่รับรู้ไว้อย่างไม่ยึดติด เมื่อใจไม่เพลิดเพลินไปกับสิ่งใด ๆ ใจก็หมดความดิ้นรน เหมือนกระจกที่สะท้อนเงา เมื่อเห็นแล้วก็อย่าไปคิดยึดติดกับสัญญา เพราะสัญญานั้นเป็นเพียงเงาเท่านั้น อย่าได้หลงไปตามสิ่งที่สังขารปรุงแต่งต่าง ๆ
ใจขยับจับใจที่ไม่ปน ไหวส่วนตนรู้แน่เพราะแปรไป
ใจไม่เที่ยงของใจใช่ต้องว่า รู้ขันธ์ห้าต่างชนิดเมื่อจิตไหว
แต่ก่อนนั้นหลงสัญญาว่าเป็นใจ สำคัญว่าในว่านอกจึงหลอกลวง
คราวนี้ใจเป็นใหญ่ไม่หมายพึ่ง สัญญาหนึ่งสัญญาใดมิได้หวง
เกิดก็ตามดับก็ตามสิ่งทั้งปวง ไม่ต้องหวงไม่ต้องกันหมู่สัญญา
เปรียบเหมือนขึ้นยอดเขาสูงแท้ แลเห็นดินแลเห็นสิ้นทุกตัวสัตว์
แก้ว่าสูงยิ่งนัก แลเห็นเรื่องของตนแต่ต้นมา
เป็นมรรคาทั้งนั้นเช่นบันได
ถอดความ — จิตผู้รู้ที่ไม่ถูกปนเปื้อนด้วยสิ่งอื่น คอยรับรู้ถึงจิตที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง จิตนั้นมีสภาพธรรมดาเป็นสิ่งไม่เที่ยง เมื่อจิตเกิดการสั่นไหว ก็สามารถรับรู้ถึงขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ที่เกิดดับวนเวียนเมื่อก่อนนี้เราหลงคิดว่าสัญญา (ความจำและการสำคัญมั่นหมาย) ว่าเป็นจิต ทำให้เข้าใจผิดและสำคัญมั่นหมายว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นสิ่งภายในและภายนอก จึงถูกหลอกลวงไปโดยไม่รู้ตัว
แต่เมื่อถึงจุดนี้ จิตกลายเป็นใหญ่ มีความมั่นคงในตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพิงสิ่งอื่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นสัญญาหรือความจำใด ๆ ก็ไม่ถูกยึดติดอีกแล้ว เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้นหรือดับไป จิตก็ไม่มีความกังวล ไม่ต้องหวงแหนกักขังหรือปกป้องสัญญาเหล่านั้นเอาไว้ เปรียบดังการปีนขึ้นไปถึงยอดภูเขาที่สูงที่สุด จากตรงนั้นเราจะมองเห็นผืนดินและทุกสรรพสัตว์ จุดนี้เราจึงเกิดความเข้าใจในต้นสายปลายเหตุของตนเองทั้งหมด เปรียบได้กับการเดินตามมรรค (ทางสายกลาง) ที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ซึ่งจิตที่พัฒนาแล้วนั้นย่อมสามารถมองเห็นกระบวนการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของจิตอย่างไม่ยึดติด
ถามว่า น้ำขึ้นลงตรงสัจจังนั้นหรือ ตอบว่า สังขารแปรแก้ไม่ได้ ธรรมดากรรมแต่งไม่แกล้งใคร
ขืนผลักไสจับต้องก็หมองมัวชั่วในจิต ไม่ต้องคิดขัดธรรมดาสภาวะสิ่งเป็นจริงฯ
ถอดความ — ถามว่า การขึ้นลงของน้ำนั้น เปรียบได้กับสัจธรรมความจริงใดของธรรมชาติ
คำตอบคือ สังขาร (สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง) นั้นมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่สามารถแก้ไขหรือหยุดยั้งได้ ทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติและกรรมที่เราได้สร้างไว้ ซึ่งไม่เคยกลั่นแกล้งใครเลย หากเราพยายามฝืนผลักไส หรือยึดติดกับสิ่งใด ๆ ก็จะทำให้จิตมัวหมองและเกิดความทุกข์ ดังนั้นจึงอย่าได้คิดฝืนหรือขัดขวางสภาวะที่เป็นจริงตามธรรมชาติ
ดีชั่วตามแต่เรื่องของเรื่องเปลื้องแต่ตัว
ไม่พัวพันสังขารเป็นการเย็น รู้จักจริงต้องทิ้งสังขารที่ผันแปรเมื่อแลเห็น
เบื่อแล้วปล่อยได้คล่องไม่ต้องเกณฑ์ ธรรมก็เย็นใจระงับรับอาการ
ถอดความ — ไม่ว่าเรื่องดีหรือชั่วนั้น เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัย สิ่งสำคัญคือต้องปล่อยวางตัวเองออกจากสิ่งเหล่านั้น ไม่พัวพันหรือยึดติดกับสังขาร (สิ่งที่ปรุงแต่ง) จึงจะทำให้จิตใจสงบและเย็นได้ การรู้แจ้งในความจริงของสังขารคือการเห็นว่าเป็นสิ่งที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอด เมื่อเห็นแล้วเกิดความเบื่อหน่าย สามารถปล่อยวางได้อย่างคล่องแคล่ว จิตใจก็จะสงบเย็น
ถามว่า ห้าหน้าที่มีครบกัน ตอบว่า ขันธ์แบ่งแจกแยกห้าฐาน
เรื่องสังขารต่างกองรับหน้าที่มีกิจการ จะรับงานอื่นไม่ได้เต็มในตัว
แม้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข นินทาทุกข์เสื่อมยศหมดลาภทั่ว
รวมลงตามสภาพตามเป็นจริง ทั้งแปดอย่างใจไม่หันไปพัวพัน
เพราะว่ารูปขันธ์ก็ทำแก่ไข้มิได้เว้น นามก็มิได้พักเหมือนจักรยนต์
ถอดความ — ถามว่า ขันธ์ทั้งห้ามีหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่
คำตอบคือ ขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ)
ถูกแบ่งออกเป็นส่วนต่าง ๆ แต่ละขันธ์มีหน้าที่และกิจกรรมเฉพาะ ไม่สามารถทำงานแทนกันได้อย่างสมบูรณ์ในตัวเอง
ไม่ว่าการได้ลาภ, ได้ยศ, สรรเสริญ, ความสุข หรือ การเสื่อมลาภ,
เสื่อมยศ, ถูกนินทา, ความทุกข์ (โลกธรรม 8 ประการ) ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามสภาพความเป็นจริง จิตใจไม่ควรไปพัวพันกับสิ่งเหล่านี้ เพราะร่างกาย (รูปขันธ์) ต้องแก่และเจ็บป่วยอย่าไม่อาจเลี่ยง นามขันธ์ (จิตใจ) ก็ทำงานอย่างไม่หยุดหย่อนเหมือนเครื่องจักร
เพราะรับผลของกรรมที่ทำมา เรื่องดีพาเพลิดเพลินเจริญใจ
เรื่องชั่วขุ่นวุ่นจิตคิดไม่หยุด เหมือนไฟจุดจิตหมองไม่ผ่องใส
นึกขึ้นเองทั้งรักทั้งโกรธไปโทษใคร อยากไม่แก่ไม่ตายได้หรือคน
ถอดความ — เราต้องรับผลของกรรมที่ได้ทำไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ผลของกรรมดีทำให้เราเพลิดเพลินและมีความสุข แต่ผลของกรรมไม่ดีทำให้จิตใจขุ่นมัว ฟุ้งซ่าน คิดวนเวียนไม่หยุด เหมือนกับไฟที่เผาจิตใจมืดมัว ไม่ผ่องใส ทั้งเรื่องความรักและความโกรธเกลียดทั้งหลาย ล้วนเป็นสิ่งที่เราทึกทักขึ้นมาเอง อันที่จริงแล้วไม่สามารถโทษใครได้ และก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีจากความแก่และความตายไปได้เลย
เป็นของพ้นวิสัยจะได้เชย เช่นไม่อยากให้จิตเที่ยวคิดรู้
อยากให้อยู่เป็นหนึ่งหวังพึ่งเฉย จิตเป็นของผันแปรไม่แน่เลย
สัญญาเคยอยู่ได้บ้างเป็นครั้งคราว ถ้ารู้เท่าธรรมดาทั้งห้าขันธ์
ใจนั้นก็ขาวสะอาดหมดมลทินสิ้นเรื่องราว ถ้ารู้ได้อย่างนี้จึงดียิ่ง
เพราะเห็นจริงถอนหลุดสุดวิถี ไม่ฝ่าฝืนธรรมดาตามเป็นจริง
จะจนจะมีตามเรื่องเครื่องนอกใน ดีหรือชั่วต้องดับเลื่อนลับไป
ถอดความ — เหล่านี้เป็นสิ่งที่เกินกว่าที่เราจะเข้าถึงได้ เช่น ความปรารถนาที่จะไม่ให้จิตคิดฟุ้งซ่าน หรือการอยากให้จิตอยู่สงบนิ่งเป็นหนึ่ง หยุดดิ้นรน เพราะธรรมชาติของจิตนั้นเป็นสิ่งที่แปรปรวนอยู่เสมอ สัญญา (ความจำ) เองก็เช่นกัน มีความตั้งอยู่และดับไปเป็นครั้งคราวไม่แน่นอน แต่ถ้าเรารู้เท่าทันความเป็นธรรมดาของขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ซึ่งไม่เที่ยง ใจจะบริสุทธิ์ สะอาด ปราศจากมลทินและความทุกข์ทั้งปวง หากเข้าใจได้อย่างนี้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเมื่อเห็นความจริงและหลุดพ้นจากความยึดติดไปได้ เราจะไม่ฝืนต่อธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ของมันเอง ไม่ว่าสถานการณ์ใดเกิดขึ้น ชีวิตจะอยู่ในสภาวะยากจนหรือมั่งมี สิ่งที่ดีและไม่ดีในที่สุดแล้วล้วนต้องดับไปตามธรรมชาติ ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไป
ยึดสิ่งใดไม่ได้ตามใจหมาย ใจไม่เที่ยงของใจไหววิบวับ
สังเกตจับรู้ได้สบายยิ่ง เล็กบังใหญ่รู้ไม่ทัน
ขันธุ์บังธรรมมิดผิดที่นี่ มัวดูขันธ์ธรรมไม่เห็นเป็นธุลีไป
ส่วนธรรมมีใหญ่กว่าขันธ์นั้นไม่แล
ถอดความ — ไม่มีอะไรที่สามารถยึดถือเอาไว้ได้ตามความปรารถนา จิตใจนั้นไม่เที่ยง เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตลอดเวลา (บรรยายอาการในลักษณะของจิตที่ ‘ไหววิบวับ’) โดยเราสามารถสังเกตและจับความเคลื่อนไหวของจิตใจได้ด้วยสติ แต่ทั้งนี้สิ่งเล็ก ๆ กลับบดบังสิ่งใหญ่โดยไม่ทันรู้ตัว โดยขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) บดบังธรรมะจนมองไม่เห็น นี่คือปัญหา เพราะมัวเห็นแต่สภาพขันธ์ จึงมองไม่เห็นธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ธรรมะจึงถูกละเลยไปเสมือนธุลี
ถามว่า มีไม่มี ไม่มีมี นี้คืออะไร ทีนี้ติดหมดคิดแก้ไม่ไหว
เชิญชี้ให้ชัดทั้งอรรถแปลโปรดแก้เถิด ที่ว่าเกิดมีต่าง ๆ ทั้งเหตุผล
แล้วดับไม่มีชัดใช่สัตว์คน นี้ข้อต้น มีไม่มีอย่างนี้ตรง
ข้อปลาย ไม่มีมีนี้เป็นธรรม ที่ลึกล้ำใครพบจบประสงค์
ไม่มีสังขารมีธรรมที่มั่นคง นั้นแหละองค์ธรรมเอกวิเวกจริง
ธรรมเป็น 1 ไม่แปรผัน เลิศภพสงบยิ่ง
เป็นอารมณ์ของใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งเงียบสงัดชัดกับใจ
ถอดความ — ถามว่า 'มีไม่มี' และ 'ไม่มีมี' นี้หมายถึงอะไร ปริศนานี้ทำให้คิดแก้ไขหาคำตอบไม่ได้ ขอให้ชี้แจงให้ชัดเจน
คำว่า 'มี' หมายถึงการเกิดขึ้นหรือดำรงอยู่ของสิ่งต่าง ๆ และในที่สุดเมื่อสิ่งเหล่านั้นดับไปก็กลายเป็นความ 'ไม่มี' ซึ่งแท้จริงแล้วสภาวะในธรรมชาติแล้วไม่มีอะไรเป็นสัตว์หรือคน แต่มีเพียงสภาวะต่าง ๆ ที่เกิดและดับไป (นี่คือความ ‘ไม่มี’ ที่ซ่อนอยู่ในความ ‘มี’) ส่วนคำว่า 'ไม่มีมี' นั้นเป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง เป็นสิ่งที่ใครได้พบจะบรรลุถึงความสมปรารถนา
ในความ “ไม่มี” นั้น เมื่อเข้าถึงสภาวะที่ไม่มีสังขาร แต่กลับ “มี” ธรรมที่ดำรงอยู่อย่างมั่นคง คือธรรมอันเป็นหนึ่งที่สงบวิเวกอย่างแท้จริง ธรรมนี้เป็นสิ่งไม่แปรผัน เป็นสิ่งเลิศในทุกภพ เป็นสภาวะของจิตที่ไม่ไหวติง สงบเงียบและแน่วแน่อยู่ภายใน (ท่อนหลังนี้พูดถึงสภาวะธรรมที่เหนือกว่าสังขารความปรุงแต่ง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับความมีหรือไม่มีในทางปกติ แต่เป็นการเข้าถึงธรรมที่เป็นนิรันดร์ สงบ ไม่เปลี่ยนแปลง)
ใจก็สร่างจากเมาหายเร่าร้อน ความอยากถอนได้หมดปลดสงสัย
เรื่องพัวพันขันธ์ 5 ซาสิ้นไป เครื่องหมุนในไตรจักรก็หักลง
ความอยากใหญ่ยิ่งก็ทิ้งหลุด ความรักหยุดหายสนิทสิ้นพิษหวง
ร้อนทั้งปวงก็หายหมดดังใจจง ฯ
ถอดความ — เมื่อนั้นจิตใจก็จะสร่างจากความเมาหรือความหลง ความเร่าร้อนในใจสลายหายไป เมื่อความอยากถูกถอนออกไปจนหมดสิ้น ความสงสัยใด ๆ ก็หมดไปเช่นกัน ความพันพัวอยู่กับขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) หมดสิ้นไป เมื่อนั้นวงล้อแห่งการเวียนว่ายในไตรจักร (สังสารวัฏ) ก็ถูกทำลายลง ความทะยานอยากที่ยิ่งใหญ่ก็ถูกปล่อยวางไป ความรักหรือความยึดติดที่เคยมีก็หยุดสนิท สิ้นสุดการครอบครองหรือหวงแหนในทุกอย่าง ความเร่าร้อนใจหรือความทุกข์ทั้งปวงก็หายไป ตามธรรมชาติของจิตที่เป็นอิสระ
เชิญโปรดชี้อีกอย่างหนทางใจ สมุทัยของจิตที่ปิดธรรม
แก้ว่า สมุทัยกว้างใหญ่นัก ย่อลงก็คือความรักบีบใจอาลัยขันธ์
ถ้าธรรมมีกับจิตเป็นนิจนิรันดร์ เป็นเลิกกันสมุทัยมิได้มี
จงจำไว้อย่างนี้วิธีจิต ไม่ต้องคิดเวียนวนจนป่นปี้
ธรรมไม่มีอยู่เป็นนิตย์ติดยินดี ใจตกที่สมุทัยอาลัยตัว
ถอดความ — ขอให้ช่วยชี้แนะอีกครั้งเกี่ยวกับเส้นทางของจิตใจ
และสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) ที่ปิดกั้นธรรมะเอาไว้
คำตอบคือ สมุทัยนั้นกว้างใหญ่ มีมากมาย แต่หากย่อให้เข้าใจง่าย ก็คือความรักและความยึดติดที่คอยบีบคั้นใจ
ความอาลัยต่อขันธ์ทั้งห้านั่นเอง แต่ถ้าธรรมะ (ความจริง) สามารถประสานกับจิตได้อย่างถาวร สมุทัยก็จะสลายไป
จงจำไว้ว่า วิธีจัดการกับจิตนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ความคิดวนเวียน จนทำให้จิตฟุ้งซ่านเลอะเทอะไป หากธรรมะไม่คงอยู่กับจิตอยู่เสมอ ใจจะติดอยู่กับสมุทัยและความยึดมั่นต่อความมีตัวตน
ว่าอย่างย่อทุกข์กับธรรมประจำจิต จนคิดรู้เห็นจริงจึงเย็นทั่ว
จะสุขทุกข์เท่าไรมิได้กลัว สร่างจากเครื่องมัวคือสมุทัยไปที่ดี
รู้เท่านี้ก็คลายหายร้อน พอพักผ่อนเสาะแสวงหาทางหนี
จิตรู้ธรรมลืมจิตที่ติดธุลี ใจรู้ธรรมที่เป็นสุข ขันธ์ทุกแท้แน่ประจำ
ธรรมคงธรรม ขันธ์คงขันธ์เท่านั้น
ถอดความ — โดยสรุป ทุกข์และธรรมะเป็นสิ่งที่มีประจำอยู่ในจิต เมื่อเราได้คิดพิจารณาและรู้เห็นตามความเป็นจริง จิตใจก็จะสงบเย็น ไม่ว่าจะเผชิญกับความสุขหรือความทุกข์เพียงใด ก็ไม่รู้สึกหวาดกลัว จิตหลุดพ้นจากความมัวหมองคือหลุดจากสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) เมื่อเข้าใจสิ่งนี้ จิตใจก็จะสงบและเย็นลง สามารถพักจากการดิ้นรนแสวงหาทางหนีทุกข์ จิตที่รู้ธรรมะจะปล่อยความยึดติดจากสิ่งที่สกปรก หรือจิตที่เคยยึดติดธุลีต่าง ๆ จิตใจได้เข้าถึงธรรมที่เป็นสุข ขันธ์ (ร่างกายและจิตใจ) ก็เป็นขันธ์ซึ่งมีสภาพเป็นทุกข์ เหมือนเดิมตามธรรมดา ส่วนธรรมก็คือธรรมเช่นเดิม ทั้งสองสิ่งต่างอยู่ในที่ของตน
และคำว่าเย็นสบายหายเดือดร้อน หมายจิตถอนจากผิดที่ติดแท้
แต่ส่วนสังขารขันธ์ปราศจากสุขเป็นทุกข์แท้
เพราะต้องแก่ ไข้ ตาย ไม่วายวัน
จิตรู้ธรรมที่ล้ำเลิศ จิตก็ถอนจากผิดเครื่องเศร้าหมองของแสลง
ผิดเป็นโทษของใจอย่างร้ายแรง เห็นธรรมแจงถอนผิดหมดพิษใจ
ถอดความ — คำว่าเย็นสบายและหายจากความเดือดร้อน หมายถึงจิตที่หลุดพ้นจากความเห็นผิดหรือความยึดติด
ที่เหนียวแน่น แต่สำหรับสังขารและขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) นั้น เป็นสภาพที่ปราศจากความสุขโดยแท้ เพราะสังขารต้องเจ็บป่วย แก่ และตายในที่สุด คือต้องมีวันเสื่อมและดับไป เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่เมื่อจิตรู้และเข้าใจธรรมอันล้ำเลิศ จิตจะถอนตัว ออกจากความเห็นผิดและสิ่งเศร้าหมองที่ทำให้เป็นทุกข์ ความเห็นผิดเหล่านั้นเป็นพิษที่ทำร้ายจิตใจอย่างร้ายแรง เมื่อเข้าใจธรรมะ จิตจะสามารถถอนความเห็นผิดทั้งหลาย จนพิษในใจหมดสิ้นไป
จิตเห็นธรรมดีล้นที่พ้นผิด พบปะธรรมเปลื้องเครื่องกระสัน
มีสติอยู่ในตัวไม่พัวพัน เรื่องรักขันธ์ขาดสิ้นหายยินดี
สิ้นธุลีทั้งปวงหมดห่วงไย ถึงจะคิดก็ไม่ห้ามตามนิสัย
เมื่อไม่ห้ามกลับไม่ฟุ้งพ้นยุ่งไป พึงรู้ได้ว่าบาปมีขึ้นเพราะขืนจริง
ถอดความ — เมื่อจิตได้เห็นธรรมที่แท้จริง จะหลุดพ้น จากความเห็นผิดและความหลงต่าง ๆ ที่เคยบีบคั้นจิต จิตจะพบกับธรรมที่ปลดปล่อยจิตจากความอยากและความยึดติด จิตที่มีสติจะไม่พัวพันกับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความรักหรือความยึดติดในขันธ์ห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) สิ่งเหล่านี้จะหมดไป และจิตจะไม่รู้สึกยินดีกับสิ่งที่เคยยึดไว้อีกต่อไป
เมื่อสิ้นความยึดมั่นทั้งหมด จิตจะไม่มีความห่วงใยอะไรอีก แม้จะมีความคิดแล่นผ่านเข้ามา จิตก็จะไม่พยายามห้ามความคิดเหล่านั้น เมื่อไม่ห้ามหรือกดข่มเอาไว้ จิตก็กลับไม่ฟุ้งซ่านและไม่ยุ่งเหยิงอีกต่อไป จึงเข้าใจขึ้นได้ว่าบาปหรือความผิดเกิดขึ้น เพราะเราฝืนความจริงและธรรมชาติของจิต
ตอบว่า บาปเกิดได้เพราะไม่รู้ ถ้าปิดประตูเขลาได้สบายยิ่ง
ชั่วทั้งปวงเงียบหายไม่ไหวติง ขันธ์ทุกสิ่งย่อมทุกข์ไม่สุขเลย
แต่ก่อนข้าพเจ้ามืดเขลาเหมือนเข้าถ้ำ อยากเห็นธรรมยึดใจจะให้เฉย
ยึดความจำว่าเป็นใจหมายจนเคย เลยเพลินเชยชมจำทำมานาน
ความจำผิดปิดไว้ไม่ให้เห็น จึงหลงเล่นขันธ์ห้าน่าสงสาร
ให้ยกตัวอวดตนพ้นประมาณ เที่ยวระรานติคนอื่นเป็นพื้นไปไม่เป็นผล
ถอดความ — บาปนั้นเกิดขึ้นเพราะเราไม่รู้จริง ถ้าเราสามารถปิดประตูแห่งความโง่เขลาลงได้ก็จะดีมาก ความชั่วทั้งปวงก็จะเงียบหายไปโดยไม่ทำให้วุ่นวายอีก ขันธ์ทั้งห้าล้วนเป็นทุกข์ ไม่มีสิ่งใดที่ให้ความสุขแท้จริงได้เลย แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าเคยโง่เขลา มืดมนเหมือนอยู่ในถ้ำ อยากเห็นธรรมะ จึงพยายามควบคุมจิตใจไว้ให้นิ่งเฉย (ไม่ให้ความคิดเกิดขึ้น) มัวแต่เข้าใจผิดว่าความจำ (สัญญา) คือจิต ข้าพเจ้าเคยยึดติดและเพลิดเพลินกับสัญญาความจำมานาน จนมองไม่เห็นความจริง
ความจำ (สัญญา) ทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถเห็นธรรมะที่แท้จริงได้ ข้าพเจ้าหลงไปยึดติดในขันธ์ทั้งห้า ซึ่งเป็นเรื่องน่าสงสาร ข้าพเจ้ายังเคยยกตนว่าเหนือกว่าผู้อื่น และเที่ยวไปติเตียนผู้อื่น ซึ่งในที่สุดก็ไม่ก่อให้เกิดผลดีอะไร
เที่ยวดูโทษคนอื่นนั้นขื่นใจ เหมือนก่อไฟเผาตัวต้องมัวมอม
ใครผิดถูกดีชั่วก็ตัวเขา ใจของเราเพียรระวังตั้งถนอม
อย่าให้อกุศลวนมาตอม ควรถึงพร้อมบุญกุศลผลสบาย
เห็นคนอื่นเขาชั่วตัวก็ดี เป็นราคียึดขันธ์ที่มั่นหมาย
ยึดขันธ์ต้องร้อนแท้เพราะแก่ตาย เลยซ้ำร้ายกิเลสกลุ้มเข้ารุมกวน
ถอดความ — การมัวแต่เที่ยวมองหาความผิดของผู้อื่นนั้น ทำให้จิตใจขื่นขม เหมือนกับการก่อไฟเผาตัวเองให้มืดมัว ใครจะทำผิดหรือถูก ดีหรือชั่ว ก็เป็นเรื่องของเขาเอง แต่ใจของตนควรเพียรระวังและถนอมไว้ให้ดี อย่าให้ความคิดอกุศลเข้ามารบกวนจิตใจ ควรทำจิตให้ถึงพร้อมด้วยบุญและกุศล การมองว่าคนอื่นผิดหรือชั่ว แล้วคิดว่าตัวเองดีกว่าเขานั้นเป็นการหลงยึดในขันธ์และจะนำมาซึ่งความร้อนใจ เนื่องจากขันธ์ต้องเสื่อมสลาย มีความแก่และตายในที่สุด และเมื่อยึดติดเช่นนี้ กิเลสต่าง ๆ ก็จะเข้ามารุมเร้าและทำให้เป็นทุกข์
เต็มทั้งรักทั้งโกรธโทษประจักษ์ ทั้งกลัวนักหนักจิตคิดโหยหวน
ซ้ำอารมณ์กามห้าก็มาชวน ยักกระบวนทุกอย่างต่าง ๆ ไป
เพราะยึดขันธ์ทั้ง 5 ว่าของตน จึงไม่พ้นทุกข์ภัยไปได้นา
ถอดความ — จิตใจเต็มไปด้วยความรักและความโกรธ ซึ่งก็เป็นโทษอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมีความกลัว ที่ทำให้จิตใจทุกข์ทรมาน นอกจากนี้อารมณ์แห่งกามคุณทั้งห้า
(รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส) ยังคอยมาชักนำจิตใจให้หลงเพลิดเพลินและหลงใหลไปในทิศทางต่าง ๆ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะเรายึดถือขันธ์ทั้งห้า (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ว่าเป็นตัวตนของตน จึงไม่สามารถหลุดพ้นจากความทุกข์ และภัยอันตรายที่เกิดจากการยึดติดนี้ได้
ถ้ารู้โทษของตัวแล้วอย่าชาเฉย ดูอาการสังขารที่ไม่เที่ยงร่ำไปให้ใจเคย
คงได้เชยชมธรรมะอันวิเวกจิต
ไม่เที่ยงนั้นหมายใจไหวจากจำ เห็นแล้วซ้ำดู ๆ อยู่ที่ไหว
พออารมณ์นอกดับระงับไปหมด ปรากฎธรรม
เห็นธรรมแล้วย่อมหายวุ่นวายจิต ๆ นั้นไม่ติดคู่
จริงเท่านี้หมดประตู รู้ไม่รู้อย่างนี้วิธีใจ
ถอดความ — หากรู้ถึงโทษเหล่านี้แล้วก็อย่าได้ปล่อยตัวให้เฉยชา ต้องหมั่นสังเกตสังขาร (ร่างกายและจิตใจ) ที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพราะสังขารนั้นไม่เที่ยง เมื่อเราคุ้นเคยกับการเห็นความไม่เที่ยงนี้ ก็จะสามารถเข้าถึงธรรมที่ทำให้จิตใจสงบวิเวกได้
ความไม่เที่ยงหมายถึงการที่จิตเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเกิดจากสิ่งที่จำ (สัญญา) เมื่อเราเห็นความเปลี่ยนแปลงนี้ซ้ำ ๆ และหมั่นสังเกตอยู่เสมอ (เห็นจิตที่ ‘ไหว’) เมื่ออารมณ์ภายนอกดับไป จิตก็จะสงบและธรรมะจะปรากฏขึ้น
เมื่อเห็นธรรม จิตก็จะหยุดฟุ้งซ่านวุ่นวาย ไม่ยึดติดกับอะไรอีก ไม่ติดใน ‘คู่’ (คู่ คือ ทวิภาวะ อาทิ ดี—ชั่ว, สุข—ทุกข์, ภายใน—ภายนอก / จิตที่ไม่ติดคู่ คือ จิตที่พ้นจากการแบ่งแยกทั้งปวง) การภาวนาในลักษณะนี้ทำให้เราสามารถรู้แจ้ง และเข้าถึงสภาวะที่จิตไม่ยึดติดกับสิ่งใด ๆ จนถึงที่สุด
รู้เท่าที่ไม่เที่ยง จิตต้นพ้นริเริ่ม คงจิตเดิมอย่างเที่ยงแท้
รู้ต้นจิตพ้นจากผิดทั้งปวงไม่ห่วง ถ้าออกไปปลายจิตผิดทันที
คำที่ว่า มืดนั้นเพราะจิตคิดหวงดี จิตหวงนี้ปลายจิตคิดออกไป
จิตต้นดีเมื่อธรรมะปรากฏหมดสงสัย เห็นธรรมะอันเลิศล้ำโลกา
เรื่องคิดค้นวุ่นหามาแต่ก่อน ก็เลิกถอนเปลื้องปลดได้หมดสิ้น
ถอดความ — เมื่อรู้เท่าทันความไม่เที่ยงของสังขาร จิตต้นหรือจิตเดิมก็จะหลุดพ้นจากการปรุงแต่ง และจะคงอยู่ในสภาวะที่แท้จริงของมัน ซึ่งเป็นสภาวะที่เที่ยงแท้ไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเรารู้และเข้าใจจิตต้น (หรือจิตเดิม) จิตจะหลุดพ้นจากความผิดพลาดทั้งปวง หากเราออกไปสู่จิตปลาย (จิตที่ถูกปรุงแต่งโดยสังขาร) จะเริ่มเดินผิดพลาดทันที การที่จิตหมองมัวหรือมืด เกิดขึ้นเพราะจิตยึดติดและหวงความดีหรือสิ่งที่มันเห็นว่าดี แต่เมื่อจิตยึดติดในสิ่งเหล่านี้ มันจะกลายเป็นจิตปลายที่ถูกปรุงแต่ง (จิตสังขาร) จิตต้นหรือจิตเดิมนั้นจะบริสุทธิ์และดีงาม เมื่อธรรมะปรากฏขึ้นในจิต จิตจะหมดสิ้นความสงสัย และเข้าถึงธรรมที่เลิศล้ำในโลก ความคิดฟุ้งซ่าน และการค้นหาที่เคยทำมาแต่ก่อนจะหมดไป สิ่งเหล่านั้นจะถูกปลดปล่อย
และเข้าถึงความหลุดพ้นได้โดยสิ้นเชิง
ยังมีทุกข์ต้องหลับนอนกับกินไปตามเรื่อง ใจเชื่องชิดต้นจิตคิดไม่ครวญ
ธรรมดาของจิตก็ต้องคิดนึก พอรู้สึกจิตต้นพ้นโหยหวน
เงียบสงัดจากเรื่องเครื่องรบกวน ธรรมดาสังขารปรากฎหมดด้วยกัน
เสื่อมทั้งนั้นคงที่ไม่มีเลย
ถอดความ – แม้จิตจะถึงซึ่งความหลุดพ้นสิ้นเชิงแล้ว แต่ก็ยังมีความทุกข์บางอย่างที่ต้องเผชิญ เช่น การนอนหลับและการกิน ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต แต่จิตใจนั้นเชื่องดีแล้ว จิตต้น (จิตเดิม) ไม่คิดฟุ้งซ่านจนเป็นทุกข์ ธรรมชาติของจิตนั้น ยังต้องมีการคิดนึกไปตามธรรมดา แต่เมื่อจิตประกอบด้วยความรู้สึกตัวและเข้าถึงจิตต้น จิตก็จะหลุดพ้นจากทุกข์ต่าง ๆ ไป จิตจะเงียบสงบอยู่ภายในจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย มองเห็นธรรมชาติของสังขารทั้งหมด โดยเห็นว่าสังขารนั้นเสื่อมไปตามกาลเวลา ไม่มีสิ่งใดคงที่หรือยั่งยืนเลย
ระวังใจเมื่อจำทำละเอียด มักจะเบียดให้จิตไปติดเฉย
ใจไม่เที่ยงของใจซ้ำให้เคย เมื่อถึงเอยหากรู้เองเพลงของใจ
ถอดความ — ให้ระวังเมื่อมีสัญญา (ความจำ) ในขั้นละเอียด ซึ่งอาจได้มาจากการจดจำ การฟังหรือการอ่าน ไม่ใช่การรู้แจ้งด้วยตนเองโดยแท้ เหล่านี้มักผลักดันให้จิตไปติด อยู่ในความนิ่งเฉย (ติดเฉย) โดยไม่รู้ตัว
จิตใจนั้นไม่เที่ยงและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จะต้องมองให้เห็นจุดนี้ซ้ำ ๆ จนจิตยอมรับตามความเป็นจริง เมื่อเห็นจนรู้แจ้งด้วยตนเอง จิตก็จะเข้าใจในเพลงแห่งจิต หรือธรรมชาติที่แท้จริงของจิตโดยตรง
เหมือนดังมายาที่หลอกลวง ท่านว่าวิปัสสนูปกิเลส
จำแลงเพศเหมือนดังจริง ที่แท้ไม่ใช่จริง
ถอดความ – ความเข้าใจผิดนี้เปรียบเสมือนมายาที่หลอกลวง ท่านเรียกว่า 'วิปัสสนูปกิเลส' ซึ่งหมายถึงอุปกิเลส หรือสิ่งที่กีดขวางการเห็นธรรมอย่างแท้จริง มันสามารถจำแลงเป็นรูปลักษณ์ที่ดูเหมือนจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่ความจริงแท้ (ท่อนนี้เตือนถึงวิปัสสนูปกิเลส ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจทำให้เราหลง คิดว่าตนเองเข้าถึงธรรมะหรือความจริง ทั้งที่เป็นเพียงการหลงผิด สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ดูเหมือนจริง แต่กลับไม่ใช่ความจริงแท้ ดังนั้นจึงต้องระมัดระวังไม่ให้หลงติดอยู่กับมัน)
รู้ขึ้นเองหมายนามว่าความเห็น ไม่ใช่เช่นฟังเข้าใจชั้นไต่ถาม
ทั้งตรึกตรองแยกแยะแกะรูปนาม ก็ใช่ความเห็นเองจงเล็งดู
รู้ขึ้นเองใช่เพลงคิด รู้ต้นจิต จิตต้นพ้นโหยหวน
ต้นจิตรู้ตัวแน่ว่าสังขารเรื่องแปรปรวน ใช่กระบวนไปดูหรือรู้อะไร
ถอดความ — การรู้ขึ้นเอง หมายถึงการ ‘เห็น’ ที่เกิดจากการปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงแค่การฟังหรือการเข้าใจจากการไต่ถามหรือการสอน แม้จะมีการตรึกตรอง แยกแยะ และวิเคราะห์รูปนาม แต่ก็ไม่ใช่การรู้เห็นที่แท้จริง การรู้เห็นจริง จะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ตรงเท่านั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความคิดหรือการวิเคราะห์
การรู้ขึ้นเองไม่ใช่การคิดคาดเดา แต่เป็นการเข้าถึงต้นจิต (จิตแท้) ที่หลุดพ้นจากความปรุงแต่งและความทุกข์ จิตต้นนั้นจะเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน
ว่าสังขารเป็นสิ่งที่แปรปรวนตลอดเวลา และการรู้เช่นนี้ไม่ได้เกิดจากการไปศึกษาหรือรู้จากภายนอก แต่มาจากการรู้เห็นถึงสภาวะที่แท้ของจิตเอง
รู้อยู่เพราะหมายคู่ก็ไม่ใช่ จิตคงรู้จิตเองเพราะเพลงไหว
จิตรู้ไหว ๆ ก็จิตติดกันไป แยกไม่ได้ตามจริงสิ่งเดียวกัน
จิตเป็นสองอาการ เรียกว่า สัญญาพาพัวพัน
ไม่เที่ยงนั้นก็ตัวเองไปเล็งใคร ใจรู้เสื่อมของตัวก็พ้นมัวมืด
ใจก็จืดสิ้นรสหมดสงสัย ขาดค้นคว้าหาเรื่องเครื่องนอกใน
ความอาลัยทั้งปวงก็ร่วงโรย ทั้งโกรธรักเครื่องหนักใจก็ไปจาก
เรื่องใจอยากก็หยุดได้หายหวนโหย พ้นหนักใจทั้งหลายโอดโอย
เหมือนฝนโปรยใจ ใจเย็นเห็นด้วยใจ
ถอดความ — ในความจริงแล้ว จิตไม่ได้รู้จากการเปรียบเทียบสิ่งที่มีคู่ตรงข้าม จิตรู้จิตเองได้จากการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของมัน (เพลงไหว) เมื่อจิตรู้เท่าทันถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อาการของจิตที่รู้กับจิตที่ไหว(จิตที่ปรุงแต่ง) ก็เกิดขึ้นติด ๆ กันไป อย่างแนบชิดจนแยกกันไม่ออก เพราะอันที่จริงแล้วมันคือสิ่งเดียวกัน การที่จิตยังมีสองอาการ นั่นแปลว่ายังมีการแบ่งแยกเกิดขึ้น คือสัญญายังคงพัวพันอยู่กับจิต
แท้จริงแล้วความไม่เที่ยงนี้เป็นเรื่องของจิตเอง เมื่อใจรู้ถึงการเสื่อมของตัวมันเอง ก็จะพ้นจากความมืดมัว และเมื่อใจปล่อยวาง ความสงสัยและความคิดที่ฟุ้งซ่านจะหมดไป ไม่ต้องค้นหาเรื่องภายในภายนอกใด ๆ อีกต่อไป ความยึดติดอาลัยต่อสิ่งต่าง ๆ จะร่วงโรยไป รวมถึงความโกรธและความรัก ที่เป็นภาระหนักในใจก็จะหายไป เมื่อความอยากในใจหยุดลง ความทุกข์และความหนักใจทั้งหลายก็จะสิ้นสุดลง จิตใจจะรู้สึกเย็นและสงบ เหมือนมีฝนโปรยลงมา ให้ความเย็นชุ่มชื้นแก่ใจ ใจจะสงบและมองเห็นความจริง ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ซึ่งสัมผัสได้ด้วยใจเอง
ใจเย็นเพราะไม่ต้องเที่ยวมองคน รู้จิตต้นปัจจุบันพ้นหวั่นไหว
ดีหรือชั่วทั้งปวงไม่ห่วงใย ต้องดับไปทั้งเรื่องเครื่องรุงรัง
อยู่เงียบ ๆ ต้นจิตไม่คิดอ่าน ตามแต่การของจิตสิ้นคิดหวัง
ไม่ต้องวุ่นต้องวายหายระวัง นอนหรือนั่งนึกพ้นอยู่ต้นจิต
ถอดความ — จิตใจสงบเย็นลงได้ เพราะไม่ต้องคอยสนใจ หรือตัดสินผู้อื่นอีกต่อไป เมื่อมีสติรู้อยู่กับจิตต้นในปัจจุบัน จิตจะหลุดพ้นจากความหวั่นไหว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือชั่ว จิตก็ไม่ยึดติดหรือห่วงใย สิ่งต่าง ๆ ที่ฟุ้งซ่านและพันพัวจิต ก็จะดับไปหมด เมื่ออยู่ในความสงบ จิตต้นไม่ต้องคิดอ่านหรือพยายามทำอะไรเพิ่มเติม จิตจะดำเนินไปตามธรรมชาติของมันเอง โดยไม่ต้องมีความคาดหวังหรือความวุ่นวายใด ๆ อีก ไม่ต้องกังวลหรือระวังสิ่งใด ไม่ว่าจะนั่งหรือนอนอยู่ก็จะดำรงอยู่ในจิตต้น ที่พ้นจากการฟุ้งซ่านและความคิด
ท่านชี้มรรคฟังหลักแหลม ช่างต่อแต้มกว้างขวางสว่างไสว
ยังอีกอย่างทางใจไม่หลุดสมุทัย ขอจงโปรดชี้ให้พิสดารเป็นการดี
ตอบว่า สมุทัยคืออาลัยรัก เพลินยิ่งนักทำภพใหม่ไม่หน่ายหนี
ว่าอย่างต่ำกามคุณห้าเป็นราคี อย่างสูงชี้สมุทัยอาลัยฌาณ
ถอดความ — ท่านชี้ทาง (มรรค) ที่ลุ่มลึกและเฉียบแหลม ความหมายที่ท่านกล่าวนั้นกว้างขวางและสว่างไสว แต่ยังมีข้อสงสัยอีกอย่างหนึ่ง ในเรื่องที่จิตใจยังไม่สามารถหลุดพ้นจากสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) ขอท่านโปรดชี้แจงให้กระจ่างชัดเจนในเรื่องนี้
คำตอบคือ สมุทัยคือความอาลัยรัก ความยึดติดที่เพลิดเพลินทำให้เกิดภพชาติใหม่ และไม่สามารถหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้
ในระดับต่ำ ความยึดติดนั้นเกิดจากกามคุณห้า (รูป, เสียง, กลิ่น, รส, สัมผัส) ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นราคี (ความมัวหมอง) ส่วนในระดับสูง สมุทัยคือความอาลัยในฌาน (การทำสมาธิระดับลึก) ซึ่งยังเป็นการยึดติดกับสมาธิและการภาวนา
ถ้าจะจับตามวิธีมีในจิต ก็เรื่องคิดเพลินไปในสังขาร
เพลินทั้งปวงเคยมาเสียช้านาน กลับเป็นการดีไปให้เจริญจิตไปในส่วนที่ผิด
ก็เลยแตกกิ่งก้านฟุ้งซ่านใหญ่ เที่ยวเพลินไปในผิดไม่คิดเขิน
สิ่งใดชอบอารมณ์ก็ชมเพลิน เพลินจนเกินลืมตัวไม่กลัวภัย
ถอดความ — หากจะตามดูจากวิธีการทำงานของจิต สิ่งที่เห็นได้คือจิตนั้นหลงเพลิดเพลินไปกับสังขาร (ความปรุงแต่ง) จิตนั้นเคยชินกับความเพลินนี้มานานจนทำให้เป็นการสอนจิต
ให้พัฒนาไปในทางที่ผิด การหลงเพลินนี้แตกกิ่งก้านสาขาออกไป ทำให้จิตฟุ้งซ่านและหลงมัวมากยิ่งขึ้น จิตเพลินอยู่กับสิ่งที่ผิด โดยไม่รู้สึกละอาย เมื่อมีสิ่งที่ชอบใจหรือพอใจ ก็จะยิ่งเพลินไปกับมันมากขึ้น จนถึงจุดที่ลืมตัว และไม่รู้สึกกลัวต่อผลร้ายที่ตามมา
เพลินดูโทษคนอื่นดื่นด้วยชั่ว โทษของตัวไม่เห็นเป็นไฉน
โทษคนอื่นเขามากสักเท่าไร ไม่ทำให้เราตกนรกเลยฯ
โทษของเราเศร้าหมองไม่ต้องมาก ส่งวิบากไปตกนรกแสนสาหัส
หมั่นดูโทษตนไว้ให้ใจเคย เว้นเสียซึ่งโทษนั้น คงได้เชยชมสุขพ้นทุกข์ภัย
ถอดความ — เรามักจะเพลิดเพลินไปกับการมองหาข้อผิดพลาดของผู้อื่น และมองว่าเขาทำสิ่งที่ผิดหรือชั่วอย่างไร แต่กลับมองไม่เห็นโทษของตัวเองเลย แท้จริงแล้วไม่ว่าความผิดของคนอื่นจะมากสักเท่าใด ก็ไม่ทำให้เราตกนรกได้ ในทางกลับกัน โทษของเราเอง แม้จะเล็กน้อย ก็ทำให้จิตใจเศร้าหมอง และอาจส่งผลร้ายแรงจนทำให้เราตกนรกอย่างแสนสาหัส ดังนั้น ควรหมั่นดูโทษของตัวเองเสมอ เพื่อให้จิตใจคุ้นเคยกับการระวังตัว และเมื่อเราสามารถเว้นเสีย จากความผิดพลาดเหล่านั้นได้ ก็จะสัมผัสกับความสุข และหลุดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งหลายได้ในที่สุด
เมื่อเห็นโทษตนชัดรีบตัดทิ้ง ทำอ้อยอิ่งคิดมากจากไม่ได้
เรื่องอยากดีไม่หยุดคือตัวสมุทัย เป็นโทษใหญ่กลัวจะไม่ดีนี้ก็แรง
ถอดความ — เมื่อเรามองเห็นโทษหรือความผิดของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว ต้องรีบตัดทิ้ง ไม่ควรอ้อยอิ่งหรือคิดมากจนไม่สามารถละทิ้งได้
ความอยากเป็นคนดี อยากให้จิตดี หรืออยากทำดีโดยไม่หยุดนั้น จริง ๆ แล้วเป็นสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) เช่นกัน ความกลัวว่าจะไม่ดี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้จิตใจหนักและเป็นโทษร้ายแรง
ดีแลไม่ดีนี้เป็นพิษของจิตนัก เหมือนไข้หนักถูกต้องของแสลง
กำเริบโรคด้วยพิษผิดสำแดง ธรรมไม่แจงเพราะอยากดีนี้เป็นเดิม
ความอยากดีมีมากมักหลอกจิต ให้เที่ยวคิดวุ่นไปจนใจเหิม
สรรพชั่วมัวหมองก็ต้องเติม ผิดยิ่งเพิ่มร่ำไปไกลจากธรรม
ถอดความ — ทั้งความดีและไม่ดีล้วนเป็นพิษร้ายแรงต่อจิตใจ เหมือนกับการเจ็บป่วยที่ถูกของแสลงทำให้กำเริบ ความอยากดีมากเกินไปนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้โรคร้ายในจิตใจยิ่งรุนแรง ธรรมะไม่สามารถปรากฏได้เพราะต้นเหตุคือความอยากดีนี้เอง ความอยากดีที่มากเกินไปมักจะหลอกลวงจิต ทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและคิดมากจนเกิดความทะนงตน เมื่อจิตฟุ้งซ่านแล้ว ความมัวหมองและสิ่งชั่วร้ายก็จะเข้ามาเติมเต็ม ทำให้จิตยิ่งหลงผิดและห่างไกลจากธรรมะมากยิ่งขึ้น
ที่จริงชี้สมุทัยนี้ใจฉันคร้าม ฟังเนื้อความไปข้างนุงทางยุ่งยิ่ง
เมื่อชี้มรรคฟังใจไม่ไหวติง ระงับนิ่งใจสงบจบกันที ฯ
ถอดความ — ที่จริงแล้วเมื่อชี้ไปถึงสมุทัย (เหตุแห่งทุกข์) ใจของข้าพเจ้าก็รู้สึกหวั่นกลัว เพราะเนื้อความนั้น เต็มไปด้วยความซับซ้อนและยุ่งยาก
แต่เมื่อชี้ไปถึงมรรค (ทางแห่งการพ้นทุกข์) นั้นกลับทำให้ใจสงบนิ่ง ไม่หวั่นไหว จิตใจระงับความฟุ้งซ่านและสงบลงได้อย่างสมบูรณ์ จบทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยความสงบ
อันนี้ชื่อว่า ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ ประจำอยู่กับที่
ไม่มีอาการไปไม่มีอาการมา สภาวธรรมที่เป็นจริงสิ่งเดียวเท่านั้น
แลไม่มีเรื่องจะแวะเวียน สิ้นเนื้อความแต่เพียงเท่านี้ ฯ
ผิดหรือถูกจงใช้ปัญญาตรองดูให้รู้เถิด ฯ
ถอดความ – นี้เรียกว่า 'ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ' (องค์ธรรมแห่งการหลุดพ้นจากขันธ์ทั้งห้า) เป็นสภาวธรรมที่ประจำอยู่ในที่ของมันเอง ไม่มีการเคลื่อนไปหรือกลับ เป็นสภาวธรรมที่แท้จริง ไม่มีเรื่องราวที่ต้องเวียนไปเวียนมา สิ้นสุดเนื้อหาเพียงเท่านี้ ไม่ว่าจะกล่าวไว้ถูกหรือผิด ขอให้ใช้ปัญญาพิจารณาให้ถ่องแท้ด้วยตนเอง
พระภูริทัตโต ฯ (มั่น)
วัดสระประทุมวัน เป็นผู้แต่ง ฯ
7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2491
ต้นฉบับถอดจากลายมือหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต
โดยคณะสงฆ์ วัดป่าดานวิเวก
วันเสาร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล วันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2554
จากหนังสือเพชรน้ำหนึ่ง และ ขันธะวิมุติสะมังคีธรรมะ