บันทึกการผจญภายบนท้องฟ้า
Skyward Adventures Journal
หนังสือเล่มนี้เป็นเหมือนบันทึกส่วนตัวที่รวบรวมภาพท้องฟ้าที่ผู้เขียนถ่ายสะสมเอาไว้ และข้อคิดในชีวิตประจำวันที่ผู้เขียนกลั่นกรองจากสิ่งต่างๆที่พบเห็นในชีวิตที่ผ่านมา โดยเนื้อหาในหนังสือจะเป็นมุมมองส่วนตัวที่ผู้เขียนใช้สอนตัวเองเป็นหลัก จึงอาจจะมีเนื้อหาที่เขียนวกวนซ้ำไปซ้ำมาไปบ้าง หากใครที่สนใจอ่านหนังสือเล่มนี้ ก็ขอให้อ่านโดยมุ่งเน้นความบันเทิง อย่าได้ถือเป็นจริงเป็นจังจนเกินไปครับ
สารบัญ
มืดแล้วสว่าง สว่างแล้วมืด กลางคืนและกลางวันหมุนเวียนเป็นวัฏจักร มีอยู่แค่นี้ตามธรรมชาติ ไม่มีใครสามารถฝืนวงจรนี้ได้และก็ไม่มีใครคิดที่จะฝืน นี่คือตัวอย่างของวิธีที่ธรรมชาติมอบบทเรียนให้เรามองเห็นวิถีของสิ่งที่จะต้องเป็นไปเช่นนั้น การยอมรับสถานการณ์ตามความเป็นจริงและปล่อยวางจากสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ในธรรมชาตินั้นทุกสิ่งจะต้องดำเนินไปในแบบที่มันควรจะเป็นอย่างสมบูรณ์
เมื่อมองขึ้นไปบนฟ้า เราจะได้สัมผัสกับพลังของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา ปกคลุมกว้างใหญ่ไพศาล ไร้ขอบเขต มีพลังอำนาจและกฎเกณฑ์บางอย่างที่ปกคลุมอยู่เหนือตัวเรา ทรงพลังแผ่อิทธิพลอย่างไม่อาจต้านทาน ในขณะที่เรานั้นเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กๆคนหนึ่งซึ่งมีความคิด ความฝัน ความปรารถนา ความทะเยอทะยาน ความเย่อหยิ่งโอหังมากมายที่ไม่สมกับขนาดของร่างกาย และด้วยการที่มนุษย์ให้ความสำคัญมั่นหมายต่อสิ่งที่เรียกว่า “ตัวเรา” นั้น ทำให้เราเกิดมีมุมมองที่ว่า ความคิด ความรู้สึก เรื่องราวและปัญหาทั้งหลายในชีวิตส่วนตัวของเรานั้นมีความสำคัญยิ่งใหญ่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด ทั้งที่อันที่จริง การใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นแทบจะไม่ส่งผลใดๆเลยต่อการดำเนินไปของวัฏจักรในธรรมชาติและจักรวาล สิ่งทั้งหลายยังคงดำเนินไปตามเหตุและผลอย่างเที่ยงตรงตามที่ควรจะเป็น
ในทุกๆขณะเวลา ท้องฟ้ากำลังเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอไม่เคยหยุด สายลมและก้อนเมฆเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ไม่มีพรมแดนขวางกั้น ไม่มีอาณาเขตของประเทศ ผืนดินหรือมหาสมุทร สีสันของท้องฟ้าก็เปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์ของธรรมชาติโดยที่มนุษย์เราไม่สามารถกำหนดควบคุมอะไรได้เลย เป็นงานศิลปะที่สร้างขึ้นตามความพอใจของตัวศิลปินซึ่งในที่นี้คือธรรมชาติ ในเวลาเพียงครู่เดียวท้องฟ้าที่สดใสสามารถแปรเปลี่ยนกลายเป็นความมืดครึ้มด้วยหมูเมฆและตามมาด้วยพายุฝนกระหน่ำ เป็นพลังอำนาจของธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุม มนุษย์เราจึงทำได้เพียงแค่ทำความเข้าใจในกฎเกณฑ์ที่จะต้องเป็นไป ยอมรับและปรับตัวไปตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น หากฝนตก เราก็เข้าไปหลบใต้ชายคาหรือถือร่มเดินออกมา เมื่ออากาศร้อนเราก็พยายามประดิษฐ์เครื่องมือช่วยคลายร้อนอย่างพัดลม เครื่องปรับอากาศ สำหรับประเทศไทยที่อากาศร้อนตลอดทั้งปี หากจะขาดเครื่องปรับอากาศไปคงจะไม่ได้ หากอากาศหนาว เราก็ใส่เสื้อผ้าหลายชั้นขึ้นเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ในวันที่อากาศสดใสเราก็ออกมาเดินเล่นพร้อมกับครอบครัวเพื่อนฝูง ธรรมชาติของท้องฟ้านั้นคือการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง แต่ในขณะเดียวกันผืนผ้ากว้างใหญ่นั้นก็ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะเสมอ
บนการเดินทางของชีวิต ภายในระยะเวลาไม่นานเราก็จะได้พบกับประสบการณ์ทุกรูปแบบ ทุกสภาพอากาศของชีวิตไม่ว่าจะร้อน ฝน หนาว มืดหรือสว่าง นั้นจะทำให้เราได้สัมผัสกับความสุขและความทุกข์ สมหวังและผิดหวัง และก็เหมือนกับที่เราไม่สามารถเลือกให้ท้องฟ้าสดใสตลอดเวลาได้ เราก็ไม่สามารถเลือกชีวิตที่มีแต่ความสุขสมหวังตลอดเวลาได้เช่นเดียวกัน เรา “จำเป็น” ที่จะต้องเผชิญกับวันคืนที่มืดมิด ช่วงเวลาที่ยากลำบาก เป็นฤดูกาลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง ไม่วันใดก็วันหนึ่ง วันที่ความทุกข์และความบีบคั้นจากสถานการณ์ภายนอกมาเยือน ช่วงเวลาเหล่านี้เองจะทำให้เรามีโอกาสได้เติบโตและเข้มแข็งขึ้นตามประสบการณ์ที่เราได้รับ หากเรามีหัวใจที่เปิดรับ ทุกประสบการณ์ไม่ว่าดีหรือร้ายจะช่วยส่งเสริมให้เราเติบโตงอกงามและมีคุณค่าในแบบของตัวเอง
ในโลกนี้มีสิ่งที่เราควบคุมได้และสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ การพยายามดิ้นรนที่จะควบคุมในสิ่งที่อยู่นอกเหนืออำนาจการควบคุมของเรานั่นเองที่ทำให้จิตใจของเราว้าวุ่น กระวนกระวายใจ เราไม่สามารถที่จะเร่งให้พระอาทิตย์ขึ้นไวๆตามใจของเราได้ ธรรมชาติมีจังหวะเวลาที่เหมาะสมของตัวเอง หลายๆครั้งสถานการณ์ในชีวิตก็เป็นเช่นนั้น เมื่อยังไม่ถึงเวลา สิ่งนั้นย่อมยังไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราทำได้ในตอนนั้นก็มีเพียงแค่การเชื่อมั่นในจังหวะเวลาที่ถูกต้องของชีวิต และรอ (อย่างอดทน) การ “ยอมรับ” และ “ปล่อยวาง” นั้นจะทำให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นไปดั่งใจต้องการทั้งหลายได้อย่างสงบ ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และบางครั้งชีวิตก็อาจจะโยนสิ่งที่ไม่น่าพึงปรารถนาทั้งหลายมาให้กับเรา ไม่ว่าจะเป็นความผิดหวังในเรื่องของการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ การเจ็บป่วย การพลัดพราก ฯลฯ ซึ่งการไม่ยอมรับและต่อต้านสิ่งเหล่านี้นั้นมีแต่จะทำให้ปัญหายิ่งทวีคูณเรื้อรังมากขึ้น การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วและลงมือจัดการตามเหตุผลอันสมควรอย่างมีสติและด้วยจิตใจที่เปิดกว้างต่างหากที่จะทำให้สถานการณ์อันไม่น่าปรารถนาเหล่านั้นถูกคลี่คลายไปในทางที่ดีตามเวลาอันสมควร หรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจไปโดยไม่จำเป็นสำหรับปัญหาที่อยู่นอกเหนืออำนาจของเราที่จะแก้ไขได้
“การยอมรับ” คือการมีหัวใจที่เปิดออกและน้อมรับต่อโชคชะตาที่ชีวิตนำพามาให้ โดยไม่มีความรู้สึกต่อต้านหรือขุ่นเคืองต่อสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะเพิกเฉยต่อสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่กำลังเป็นปัญหา แต่แกนหลักของมันคือการที่เราไม่มี “ความรู้สึกต่อต้าน” ต่อสิ่งต่างๆ เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์หรือปัญหาเหล่านั้นถูกขยายให้ใหญ่เกินความเป็นจริง อันที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรผิดเลยที่เราจะไม่มีคนรัก ไม่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีหน้ามีตา ไม่มีรูปลักษณ์ที่สวยงาม ไม่มีทรัพย์สมบัติร่ำรวย หรืออื่นๆอีกมากมาย แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นทันทีเมื่อเราเกิดความรู้สึกต่อต้านต่อสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า ความคิดว่า “ฉันไม่เป็นที่รัก”, “ไม่มีใครต้องการฉัน”, “ฉันต้องการสถานะทางสังคมที่ดีกว่านี้”, “ฉันอยากจะดูดีกว่านี้”, “ฉันอยากรวย” ทำให้จิตใจของเราเกิดความดิ้นรนไขว่คว้าสิ่งที่ไม่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน กลายเป็นความกระวนกระวายใจและความทุกข์ เราควรพิจารณาให้ดีว่าปัญหาต่างๆในชีวิตของเรานั้นเป็นปัญหาจริงๆโดยธรรมชาติหรือเป็นปัญหาที่เราสร้างให้เกิดขึ้นมากันแน่
เราลองถามตัวเองดูว่า การไม่มีคนรักนั้นเป็นปัญหาจริงหรือ การอยู่คนเดียวนั้นมีแต่ข้อเสียหรือเปล่า เมื่อยิงคำถามใส่ตนเองเช่นนี้ ความตระหนักรู้ที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของเราน่าจะให้คำตอบได้ว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป มีหลายคนที่มีชีวิตที่มีความสุขและสมบูรณ์ในตนเองโดยที่ไม่ต้องมีคนรักหรือคู่ครอง ยิ่งไปกว่านั้นเขากลับมีอิสระที่จะเลือกทำสิ่งต่างๆโดยไม่มีข้อผูกมัดหรือภาระความรับผิดชอบต่อครอบครัวที่ทำให้ต้องมีห่วงกังวล สามารถเลือกทำงานที่ชอบแม้จะมีรายได้ไม่มาก ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังที่ต่างๆอย่างมีอิสระเสรี ไม่มีภาระทางการเงินมากนัก มีเวลาสำหรับการดูแลพ่อแม่หรือทำประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่นๆได้อย่างเต็มที่ หากเราพิจารณาจะพบว่าการเป็นโสดนั้นก็มีข้อดีมากมาย ในทางกลับกันการมีคนรักที่เราเฝ้าฝันถึงนั้นก็อาจมีข้อเสียได้เช่นกัน ดังตัวอย่างที่พบเห็นได้มากมายจากผู้คนรอบตัวของเราเอง ไม่ใช่คู่รักทุกคู่ที่จะมีความสุขกับชีวิตในรูปแบบนั้นเสมอไป
บางครั้งเราอาจจะคิดว่า “ฉันจะมีความสุขถ้าได้ทำงานในบริษัทที่ดีกว่านี้ ใหญ่กว่านี้ มีชื่อเสียงกว่านี้”หรือ “ฉันจะมีความสุขหากได้เลื่อนตำแหน่ง” แต่เรามั่นใจได้แค่ไหนว่าเมื่อเราไปถึงจุดนั้นแล้วเราจะมีความสุขมากขึ้นจริงๆ หรือความสุขที่เราได้รับนั้นจะยั่งยืนแค่ไหน ตำแหน่งงานที่สูงขึ้นหรือเงินเดือนที่มากขึ้นนั้นมักจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น ความคาดหวังและความกดดันที่มากขึ้น แทนที่จะมีความสุขมากขึ้นชีวิตกลับมีความทุกข์เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย หลายคนยอมที่จะเปลี่ยนไปทำงานที่ได้รับเงินเดือนที่ลดลงเพื่อแลกกับภาระงานที่เบาลง การมีเวลาที่มากขึ้นสำหรับใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ แทนที่จะต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อและกับรายได้ที่สูง เพราะการใช้ชีวิตที่ตึงเกินไปนั้นมักจะแลกมาด้วยปัญหาด้านอื่นๆมากมายในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพทั้งกายและใจ ความสัมพันธ์ต่อครอบครัวและคนรอบข้าง การไม่มีเวลาให้กับตัวเอง ถ้าหากว่าเป้าหมายที่เราคิดนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆ มันก็อาจเป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่จะแลกมาด้วยสิ่งต่างๆ แต่หากว่าไม่ใช่แล้วละก็ เราอาจต้องทบทวนดูให้ดีว่าสิ่งที่เราคาดหวังนั้นเป็นสิ่งที่เราต้องการจริงๆหรือเปล่า หรือเป็นเพียงแค่สิ่งที่ค่านิยมของสังคมและองค์กรที่ทำให้เรา “คิดว่า” เราต้องการสิ่งนั้น เพราะหลายครั้งสิ่งที่เราคิดว่าดีและมีคุณค่านั้นก็เป็นแค่ภาพลวงตาที่คนในสังคมเห็นตรงกันและ “เชื่อกันว่า” มันเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาและจำเป็นที่จะต้องดิ้นรนไขว่คว้าให้ได้มาเพื่อให้เรา “มี” เหมือนกับคนอื่นๆ หากเราเพ่งพินิจดูดีๆแล้วบางทีสิ่งที่เราต้องการจริงๆนั้นอาจจะเป็นเพียง “การยอมรับ” จากสังคม ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกถึงการมีคุณค่าในตนเองและทำให้เราสามารถยอมรับตัวเองได้มากขึ้นในที่สุด ซึ่งอันที่จริงแล้วปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นหากเราสามารถที่จะยอมรับตนเองได้ตามสภาพที่เป็นอยู่ โดยไม่จำเป็นต้องใฝ่ฝันถึงสิ่งที่เรายังไม่มีและต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้าเอามา ซึ่งโดยมากแล้วในการพยายามเลื่อนสถานะทางสังคมนั้น เรามักจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแก่งแย่งแข่งขันระหว่างคนที่มีความทะเยอทะยานในแบบเดียวกัน ซึ่งก็มักจะนำไปสู่ความไม่เป็นมิตรและการเบียดเบียนกันระหว่างมนุษย์ด้วยกัน มันจะดีกว่าถ้าทุกคนสามารถเติบโตร่วมกันอย่างสร้างสรรค์และสร้างสถานการณ์แบบ win-win ขึ้นมาโดยไม่ต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้ในสังคม
ความสวยงามและรูปลักษณ์ภายนอกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกคนในสังคมส่วนใหญ่ให้คุณค่าสูงมากในปัจจุบัน ความรู้สึกว่าต้องสวยกว่านี้ ผอมกว่านี้ ขาวกว่านี้ มีผิวหน้าเรียบเนียนกว่านี้ มีซิกซ์แพ็ก และอื่นๆ กลายมาเป็นค่านิยมปกติสำหรับคนส่วนใหญ่ในสังคม ในขณะเดียวกันคนที่ไม่มีคุณสมบัติเรื่องความสวยงามเหล่านี้ก็อาจรู้สึกว่าตัวเองนั้นมีความบกพร่องบางอย่าง หรือขาดคุณค่าบางอย่างในตนเองไป เกิดเป็นความรู้สึกว่าไม่ได้รับการ “ยอมรับ” จากคนอื่นๆและทำให้ไม่สามารถยอมรับตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ เราพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขึ้นมาต่อสู้กับกระบวนการทางธรรมชาติในเรื่องของการแก่ชรา เราอยากจะให้ความสวยงามของร่างกายนั้นดำรงอยู่ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่าความสวยงามภายนอกนั้นเป็นแค่สิ่งชั่วคราว ธรรมชาติของทุกสิ่งนั้นย่อมมีวันแปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลา และยังมีแง่มุมอื่นๆอีกหลายอย่างในตัวบุคคลแต่ละคนที่มีความสวยงามน่ามองในแบบที่มีคุณค่ายั่งยืนยิ่งกว่า ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ การมีอารมณ์ขัน ความเมตตา กิริยามารยาท ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ ความจริงใจ ซึ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติที่ไม่เสื่อมถอยไปตามกาลเวลา อีกทั้งยังสามารถที่จะฝึกฝนเก็บเกี่ยวเพิ่มเติมได้ตลอดทั้งช่วงชีวิต ทำให้คนที่ประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้กลับมีความงดงามเพิ่มขึ้นตามลำดับสวนทางกับความงามทางร่างกายที่มีแต่การเสื่อมถอยลงตามวัย
เรื่องของฐานะเงินทองก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผู้คนพยายามดิ้นรนไขว่คว้ากันอย่างไม่จบสิ้น แน่นอนว่าเงินคือสิ่งจำเป็นสำหรับตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่องปัจจัยสี่ซึ่งทำให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต พลังอำนาจของเงินและทรัพย์สินทั้งหลายนั้นเมื่อถูกใช้ไปในทางที่ถูกต้องก็สามารถก่อประโยชน์มากมายทั้งต่อตนเองและส่วนรวม สามารถให้ทั้งความสุขและความปลอดภัยแก่บุคคลและสังคมรอบข้างได้ แต่หากถูกใช้ไปในทางที่ผิด หรือมีทัศนคติในทางที่ผิด อำนาจที่ประกอบอยู่ในตัวเงินนั้นก็จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ มีผลการวิจัยศึกษาซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปเกี่ยวกับผลกระทบของเงินต่อความสุขโดยรวมของมนุษย์ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าเงินนั้นจะส่งผลกระทบต่อการมีความสุขของมนุษย์จนถึงจุดจุดหนึ่ง ซึ่งเมื่อความต้องการในด้านปัจจัยพื้นฐานของชีวิตถูกตอบสนองอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นเกินกว่านั้นจะไม่ส่งผลทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นมากนัก นั่นเป็นเพราะเงินได้ทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ยังมีสิ่งอื่นๆอีกหลายสิ่งในชีวิตที่ส่งผลกระทบและเพิ่มพูนความสุขได้อย่างลึกซึ้งและทำให้รู้สึกเติมเต็มยิ่งไปกว่าเงิน เช่น ความสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้าง การได้ทำในสิ่งที่รัก การมีอิสรภาพในชีวิตและความคิด การค้นพบความหมายในชีวิตของตนเอง สิ่งเหล่านี้เมื่อเจริญงอกงามขึ้นแล้วย่อมทำให้จิตวิญญาณได้รับการเติมเต็มสมบูรณ์ จนเกิดผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อตนเองและสังคมโดยรวม แต่หลายคนในโลกนี้กลับหมกมุ่นอยู่แค่เรื่องของการกอบโกยสะสมทรัพย์สินเงินทองให้มากที่สุด เพราะความรู้สึก “ไม่พอ” ทำให้พลาดโอกาสที่จะแสวงหาความเจริญงอกงามในชีวิตในมิติอื่นๆไปอย่างน่าเสียดาย
หากจะมีสิ่งใดที่ช่วยเสริมรากฐานความแข็งแรงซึ่งกันและกันให้กับ “การยอมรับ” สิ่งนั้นก็คือ “ความพอใจ” หรือหากจะย่อให้สั้นลงอีกเพื่อให้ได้ความเข้าใจที่มากขึ้น ในที่นี้เราสามารถแทนด้วยคำว่า “ความพอ” ซึ่งเป็นสถานะของจิตใจที่สงบนิ่ง ไม่ดิ้นรน ไม่ต้องการสิ่งใดเพิ่มเติม มีความเต็มสมบูรณ์อยู่ในตัว พร้อมที่จะสละส่วนเกินหรือสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป ความพอในที่นี้นั้นเป็นสิ่งที่อยู่ขั้วตรงข้ามของสิ่งที่เรียกว่า “ความขาดแคลนในจิตใจ” เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าศึกษามาก จิตใจนั้นเมื่อได้บรรลุถึงความรู้สึก “พอ” แล้ว ย่อมเต็มสมบูรณ์อยู่ในตัว ไม่เกิดความดิ้นรนต้องการคนอื่นหรือสิ่งภายนอกอื่นๆเข้ามาเติมเต็มให้ตนเองอีก และนี่เองจึงเป็นที่มาของสิ่งยอดปรารถนาสูงสุดของมนุษย์ที่เรียกว่า “ความสุข”
โดยทั่วไปแล้วความสุขของคนเรานั้นเกิดขึ้นเมื่อเราได้ตอบสนองความต้องการบางอย่างให้แก่ตนเอง ซึ่งเจ้าตัวความต้องการนั้นเองเกิดจาก “ความขาดแคลน” ในบางสิ่งบางอย่าง ตัวอย่างเช่นหากเราพูดถึงความต้องการทางด้านร่างกาย เมื่อร่างกายขาดแคลนอาหารซึ่งเป็นแหล่งที่มาของพลังงาน ร่างกายจะมีวิธีสื่อสารให้เรารู้ตัวผ่านความรู้สึกอย่างหนึ่งซึ่งเรียกว่าความหิว ทำให้เรารู้ว่าได้เวลาแล้วที่จะต้องเติมอาหารเข้าสู่ร่างกายผ่านการกระทำบางอย่างที่เรียกว่าการกิน ซึ่งโดยมากแล้วในกรณีปกติทั่วไปที่อาหารนั้นไม่ได้มีรสชาติแย่จนเกินไป การตอบสนองความต้องการทางร่างกายเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกมีความสุขและผ่อนคลาย และเป็นปฏิกิริยาทางร่างกายที่ทำให้เรารู้ว่าเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้วคือการเติมเต็มความขาดแคลนที่จำเป็นให้แก่ร่างกายของเรานั่นเอง หรือหากพูดในอีกแง่หนึ่ง กระบวนการในการมีความสุขของคนเรานั้นคือกระบวนการในการ “ปลดเปลื้องความทุกข์” ที่มีอยู่ออกไป
การทำความเข้าใจถึงเหตุผลของความสุขและความต้องการทางด้านร่างกายนั้นไม่ยากนัก แต่การตอบสนองความต้องการทางจิตใจเพื่อให้เกิดความสุขและปลดเปลื้องความทุกข์ที่อยู่ภายในนั้นเป็นสิ่งที่ยากและซับซ้อนยิ่งกว่า ในหลายครั้งเราอาจเคยรู้สึกสับสนและไม่สามารถตอบคำถามแก่ตัวเองได้ว่าเรากำลังต้องการอะไรกันแน่ หรือจิตใจของเรานั้นกำลังรู้สึกอย่างไรอยู่ อะไรคือสาเหตุของ “ความขาดแคลน” ที่เกิดขึ้น บางทีระหว่างที่เรากำลังนั่งอยู่บนรถไฟฟ้าเพื่อกลับบ้านหลังเลิกงาน ตอนที่เราหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนหน้าจอดูการอัพเดทของเพื่อนๆบนโซเชียลมีเดีย อาจเป็นขณะเดียวกันกับที่จิตใจของเรากำลังสื่อสารว่ามันกำลัง “รู้สึกเหงา” หรือกำลังต้องการการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ด้วยกันก็เป็นได้ และการที่เราเลื่อนหน้าจอดูโซเชียลมีเดียเหล่านั้นก็เป็นการกระทำไปเพื่อบรรเทาความรู้สึกขาดแคลนที่เกิดขึ้นนั่นเอง แม้แต่การโพสต์รูปภาพหรือโพสต์สตอรี่ลงบนอินสตาแกรมก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เราใช้สื่อสารไปยังมนุษย์คนอื่นๆ เป็นการแจ้งข่าวสารไปยังเพื่อนๆซึ่งเป็นผู้ติดตามของเราว่า “ฉันยังดำรงอยู่” ซึ่งพวกเขาสามารถช่วยเติมช่องว่างภายในจิตใจของเราได้โดยการกดหัวใจหรือส่งข้อความมาหา สิ่งที่ยากสำหรับการตอบสนองความขาดแคลนทางจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความเหงา ความโกรธ ความเศร้าเสียใจ ความอิจฉา ความต้องการการยอมรับ อารมณ์เหล่านี้นั้นมักจะเกี่ยวข้องกับการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทำให้เป็นการยากที่เราจะตอบสนองความต้องการเหล่านี้โดยตรงด้วยตัวเราเองได้ เพราะเรามักจะต้องพึ่งพาบุคคลอื่นในการเติมเต็มความต้องการเหล่านี้ให้แก่เรา
จากสายตาของมนุษย์ตัวเล็กๆที่เงยหน้ามองขึ้นจากพื้นดิน ท้องฟ้าคืออาณาจักรแห่งความว่างเปล่าอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เปิดรับทุกสิ่งให้ผ่านเข้าไปในพื้นที่อาณาเขตของตนโดยไม่มีการเข้าไปแทรกแซง ไม่เกาะเกี่ยวและไม่เป็นเจ้าของสิ่งใด ท้องฟ้าเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงและเป็นรอยต่อระหว่างโลกและจักรวาล บทบาทของท้องฟ้าคือการเป็นพื้นที่ว่างที่พร้อมรองรับและโอบอุ้มทุกสรรพสิ่ง ไม่มีใครสามารถก่อความรบกวนรำคาญหรือทำลายความยิ่งใหญ่ของท้องฟ้าลงได้ ในทุกๆสภาพอากาศ ทุกเฉดสีของแสงแดดและก้อนเมฆ ในทุกฤดูกาลและทุกช่วงเวลา ไม่ว่ากลางวันหรือกลางคืน ความว่างเปล่าอันยิ่งใหญ่ของท้องฟ้ายังคงดำรงตั้งมั่นอยู่อย่างเที่ยงตรงเสมอ และยังคงความงดงามอลังการที่มีความเฉพาะตัวในทุกๆขณะของเวลาที่เคลื่อนไป ในบางขณะท้องฟ้าอาจส่งเสียงร้องก้องกังวาลน่าเกรงขามในยามที่พายุโหมกระหน่ำ และในไม่กี่ขณะต่อมาท้องฟ้าก็อาจเต็มไปด้วยความอ่อนหวาน อบอุ่น และเงียบสงบ ซึ่งเรามักสัมผัสกับท้องฟ้าในรูปแบบนี้ได้ในช่วงเวลาก่อนพระอาทิตย์ตก ความว่างเปล่าไร้ตัวตนของท้องฟ้านั้นทำให้มันสามารถที่จะแสดงรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงได้ภายในเวลาไม่กี่นาที และนั่นคือตัวอย่างของพลังอันยิ่งใหญ่ในธรรมชาติที่พร้อมยอมรับทุกสรรพสิ่งที่ผ่านเข้ามา และพร้อมที่จะรับมือกับความเปลี่ยนแปลงและทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามากระทบไม่ว่าจะใหญ่โตสักเท่าใด โดยที่แก่นสารของตนยังคงตั้งมั่นอยู่และไม่ได้รับแรงสั่นสะเทือนใดๆเลย
หากจะกล่าวถึงบุคลิกภาพอันโดดเด่นซึ่งถือได้ว่าเป็น “วิถีแห่งท้องฟ้า” สิ่งที่อาจจะเห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุดก็คือ “การปล่อยวาง” โดยเราสามารถจินตนาการถึงท้องฟ้าในฐานะที่เป็นเทพเจ้าแห่งการปล่อยวางก็ได้ โดยมีรูปแบบพฤติกรรมที่โดดเด่นคือการเป็นผู้สละออก การทำตนให้ว่างเปล่า การไม่ปิดกั้นและไม่เรียกร้องสิ่งใด แต่พร้อมที่จะเปิดรับให้ทุกๆสรรพสิ่งเลื่อนไหลผ่านตนเองไปอย่างไร้ขีดจำกัด ลองจินตนาการดูว่าถ้าหากเราสามารถมีจิตใจที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เราจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีอิสระมากแค่ไหน โดยธรรมชาติแล้วจิตใจอันแสนวุ่นวายของคนเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ถูกกักขังเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะส่งผลดีหรือส่งผลเสียต่อตัวเราก็ตาม มีหลายสิ่งในจิตใจที่สามารถพบได้บ่อยในคนทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ความโกรธหรือความเสียใจในอดีต ความรักและความยึดติดในบุคคลอื่น รูปแบบวิธีคิดหรือค่านิยมที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กจนโต ความกังวลและความกลัวต่อความไม่แน่นอนในอนาคต ภาพวาดบุคคลอื่นที่เราวาดขึ้นจากความทรงจำและข้อมูลอันสะเปะสะปะที่เราใช้ตัดสินคนเหล่านั้น ความปรารถนาในบางสิ่งบางอย่าง เหล่านี้เป็นตัวอย่างของสิ่งที่ถูกกักเก็บไว้ในจิตใจที่เหมือนห้องเก็บของรกๆของเรา จะเป็นอย่างไรหากเราสามารถมีพื้นที่ในจิตใจที่กว้างใหญ่ไพศาลเช่นเดียวกับท้องฟ้า และไม่หวงแหนสิ่งใดไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแม้แต่อย่างเดียว แต่ก็มีศักยภาพที่จะโอบอุ้มทุกสิ่งเอาไว้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งอันที่จริงแล้วเราสามารถมีคุณสมบัติเดียวกันนี้เช่นเดียวกับท้องฟ้าได้หากเราเรียนรู้และฝึกฝนทักษะแห่งการปล่อยวาง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีพลังมากที่สุดในการขยายจิตใจให้กว้างขวางและปล่อยมือจากสิ่งที่เหนี่ยวรั้งเราไม่ให้ได้พบกับอิสรภาพที่แท้จริง หากเราเรียนรู้เก็บเกี่ยวประสบการณ์และมีความชำนาญในการปล่อยวางมากเพียงพอ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่เราจะสัมผัสกับความงดงามตามธรรมชาติและ “มีความสุขอย่างไร้เงื่อนไข” เราสามารถค้นพบและสร้างความสุขขึ้นจากภายในตนเองได้ โดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายนอก เช่นเดียวกับท้องฟ้าที่มีความงดงามอยู่ในตัว ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม
ความมืดและสว่างเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นและการสิ้นสุด การเกิดขึ้นและสูญสิ้นไปของสรรพสิ่ง เวลาของวันเริ่มต้นจากตอนเช้า กลางวัน เย็น และจบลงที่ค่ำคืน ชีวิตของคนเราเริ่มต้นจากครรภ์มารดา วัยเด็กก็เปรียบได้กับเวลายามเช้า จนเติบโต แข็งแรง เจ็บป่วย และหมดลมหายใจในที่สุด เปรียบดั่งการหลับตาลงในเวลากลางคืน เวลาชีวิตของคนเรามีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดเช่นเดียวกับเวลาในหนึ่งวัน สิ่งที่แตกต่างคือระยะเวลาชีวิตของคนแต่ละคนนั้นไม่มีกำหนดหมายให้รู้แน่ชัด และก็ไม่ได้เท่าเทียมกันในทุกๆคน เรารู้แน่แค่เพียงว่า ณ จุดหนึ่ง เวลาพลบค่ำของชีวิต คือวันสิ้นลมหายใจนั้นจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน
เมื่อเวลาในหนึ่งวันมีจำกัด ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว เราได้เลือกจัดสรรเวลาของเราในการทำสิ่งต่างๆตามที่เราเห็นสมควร ชีวิตของเราก็มีเวลาอันจำกัดเช่นกัน ดังนั้นเราจึงต้องจัดสรรเวลาชีวิตของเราในการเลือกทำสิ่งต่างๆให้เหมาะสมเช่นกัน การมีชีวิตในฐานะมนุษย์หนึ่งครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นโอกาสในการออกเดินทางอย่างหนึ่งซึ่งระหว่างทางเราสามารถที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ทุกข์ ความสมหวัง ผิดหวัง การพบเจอและการพลัดพรากจากสิ่งของหรือผู้คน ซึ่งในเมื่อได้โอกาสในการเดินทางครั้งนี้แล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้มันอย่างไร หากเรามีความมุ่งมั่นและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า เราสามารถเลือกเส้นทางเดินของตัวเองได้ เราสามารถที่จะ “เลือก” ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงเส้นทางของคนอื่นๆหรือกระแสนิยมของสังคม โดยที่ยังคงอยู่บนหลักของการไม่เบียดเบียนผู้อื่นและก่อประโยชน์ต่อส่วนรวม
ด้วยสายตาและหัวใจที่เปิดกว้าง เหตุการณ์ธรรมดาๆก็สามารถกลายเป็นความงดงามได้ ความสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับสายตาของผู้มอง ทุกๆขณะของชีวิตคือประสบการณ์ในการเดินทางที่สอนให้เราเติบโตและดื่มด่ำกับความสุขในปัจจุบันขณะ เหตุการณ์ทั้งดีและร้ายนั้นหากมองด้วยทัศนคติที่ถูกต้องแล้วย่อมมีคุณค่าในตัวของมันเอง แต่ละช่วงเวลาของวันนั้นมีบทบาทและเอกลักษณ์เฉพาะตัว และไม่ว่าสภาพอากาศจะเป็นอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วมันจะกลายเป็นประสบการณ์ที่หยั่งรากลึกลงในจิตใจของเรา และทำให้เราแต่ละคนเติบโตในแบบฉบับเฉพาะตัวที่ไม่มีวันเหมือนใคร
การมีชีวิตได้มอบโอกาสครั้งสำคัญให้แก่เรา คือการได้ออกเดินทางไปบนเส้นเวลาของชีวิต ตั้งแต่จุดเริ่มต้นไปจนถึงจุดสิ้นสุด เวลาเป็นสิ่งที่ไม่ย้อนกลับ อดีตที่ผ่านไปแล้วเป็นดั่งความฝันที่เราไม่มีวันย้อนกลับไปสัมผัสมันได้อีก เราอาจเคยหลงทาง ผิดพลาดและเสียเวลาไปกับอะไรต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการยอมรับและเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผ่านมา เพื่อทำปัจจุบันและอนาคตที่กำลังจะมาถึงให้ดีที่สุด ใช้โอกาสในการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตครั้งนี้ให้คุ้มค่าสมกับที่ได้รับมา
“I'm going on an adventure!”
Bilbo Baggins (The Hobbit: An Unexpected Journey)
มีใครบางคนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคือการเดินทาง หากเมื่อเป็นเช่นนั้น การเดินทางของชีวิตย่อมเริ่มต้นขึ้นในวันที่เราเกิดมา นั่นเป็นวันที่โลกนี้ปรากฎขึ้นต่อสายตาเราเป็นครั้งแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์และเรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ ส่วนถ้าหากเรามองย่อลงมาในเหตุการณ์ย่อยๆของชีวิตแบบวันต่อวัน จุดเริ่มต้นของการผจญภัยในแต่ละวันนั้นคือขณะที่เรารู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากการนอนหลับพักผ่อนในยามค่ำคืน ในขณะนอนหลับ หากไม่ใช่ในความฝัน เราก็แทบจะไม่มีการรับรู้ถึงการมีอยู่ของ “ตัวเรา” อยู่เลย เหมือนกับตอนที่เรายังเป็นตัวอ่อนนอนหลับไหลอยู่ในครรภ์ของแม่ แต่เมื่อเริ่มรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เราก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกของการมีตัวตน มีความรับรู้ถึงการมีอยู่ของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และการรับรู้ถึงพลังอำนาจในการควบคุมพวงมาลัยแห่งชีวิตของตนเองอีกครั้ง หลังจากที่ได้ปล่อยมือจากพวงมาลัยนี้ไปในขณะนอนหลับ
ความเงียบสงบของยามเช้าเป็นบรรยากาศที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในตอนเช้าตรู่ร่างกายและสมองของเรายังไม่ตื่นตัวเต็มที่ อารมณ์และความคิดต่างๆยังไม่พุ่งพล่านวุ่นวายมากนัก ร่างกายและจิตใจกำลังอยู่ในช่วงของการปรับตัวให้เข้ากับการออกมาเคลื่อนไหวหลังจากช่วงพักผ่อนในตอนกลางคืน เรายังคงมีความสงบเงียบที่ติดมาจากช่วงเวลายามค่ำคืนแต่ในขณะเดียวกันก็เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังจากการนอนพักผ่อน การสูดอากาศที่เย็นสดชื่นในตอนพระอาทิตย์ขึ้นนั้นมอบพลังงานและกำลังใจในการใช้ชีวิตให้แก่เรา แสงของพระอาทิตย์ในตอนเช้านั้นเป็นแสงที่นุ่มนวลและอบอุ่น อ่อนโยนและไม่เจิดจ้าจนเกินไป ในตอนที่พระอาทิตย์กำลังขึ้นจากขอบฟ้า เราสามารถมองพระอาทิตย์ผ่านสายตาของเราโดยตรงได้เลยโดยไม่รู้สึกแสบตา สีสันของท้องฟ้าในช่วงเวลานั้นมีความงดงามที่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ แสงสว่างที่ผุดขึ้นมาจากความมืดทีละน้อย ความมีที่เกิดขึ้นมาจากความไม่มี เป็นการแสดงแสงสีของธรรมชาติซึ่งเป็นดั่งผลงานศิลปะชิ้นเอกที่ให้ความรู้สึกถึง “การเริ่มต้น” จริงๆ
อันที่จริงแล้วความรู้สึกในช่วงเวลาที่ตื่นนอนนั้นบ่งบอกอะไรได้มากเกี่ยวกับสถานการณ์ชีวิตของเรา หากเราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น ความรู้สึกขอบคุณ มีพลังพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับวันใหม่ นั่นถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่าชีวิตของเรากำลังดำเนินไปบนเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในระหว่างวันเหล่านั้น เราก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและฝ่าฟันก้าวผ่านทุกอุปสรรคไปได้ เรากำลังอยู่บนเส้นทางของการใช้ชีวิตด้วยความกล้าหาญและมองโลกในแง่ดี แต่ถ้าหากว่าเราตื่นนอนขึ้นมาด้วยความรู้สึกท้อถอยหมดเรี่ยวแรง หดหู่ ไม่อยากที่จะออกไปใช้ชีวิต นั่นเป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกว่ามีบางอย่างผิดพลาดและชีวิตของเรากำลังประสบปัญหาเข้าแล้ว หลายคนคงเคยหรือกำลังประสบเหตุการณ์ในลักษณะนี้ด้วยตัวเอง ซึ่งการที่เราตื่นนอนขึ้นมาด้วยความรู้สึกในแง่ลบเช่นนี้ เราคงสามารถทำนายได้ไม่ยากว่าประสบการณ์และอารมณ์ความรู้สึกที่พบเจอในระหว่างวันเหล่านั้นจะออกมาในรูปแบบใด และโดยส่วนใหญ่แล้วคนที่กำลังอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ก็มักจะไม่สามารถตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าตรู่ได้ด้วย อันเนื่องมาจากการขาดแคลนพลังชีวิตและกำลังใจซึ่งเป็นแรงผลักดันให้เราตื่นนอนและลุกขึ้นมาทำสิ่งต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาที่ดีหรือในช่วงเวลาที่ยากลำบากก็ตาม อันที่จริงเรายังคงมีสิทธิ์ที่จะ “เลือก” ว่าเราต้องการที่จะมีความรู้สึกและทัศนคติต่อชีวิตอย่างไรในทุกๆวัน หากเรามองเห็นแสงแรกของวันว่าเป็นแสงแห่งความหวังและความฝัน การลืมตาขึ้นมองแสงนั้นหรือลุกจากที่นอนขึ้นมาสัมผัสแสงจากพระอาทิตย์ก็จะมอบพลังให้แก่เรา แสงอาทิตย์ในตอนเช้านั้นมีพลังงานที่ให้ความอบอุ่นทั้งต่อร่างกายและจิตใจของเรา ไม่ว่าเหตุการณ์ในเมื่อวานหรือในอดีตที่ผ่านมานั้นจะแย่หรือเลวร้ายสักแค่ไหน สำหรับในยามเช้าแล้วเรื่องราวเหล่านั้นก็เป็นอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องนำมันมาเป็นอุปสรรคสำหรับวันใหม่อีกต่อไป เวลาของเช้าวันใหม่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ซึ่งยังมีพื้นที่ว่างแห่งความเป็นไปได้เปิดกว้างอยู่ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เรายังสามารถเลือกที่จะมีความหวังในทางที่ดีต่อการผจญภัยในวันที่กำลังมาถึงได้เสมอ
ในภาพยนตร์เรื่องมหา'ลัย เหมืองแร่ กำกับโดย จิระ มะลิกุล ออกฉายในปี พ.ศ. 2548 มีฉากหนึ่งที่มีข้อความเขียนว่า “อดีตคือความฝัน ปัจจุบันต้องอดทน” ในการก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและมีพลัง เราจำเป็นต้องปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้วเอาไว้เบื้องหลัง เมื่อวานคือสิ่งที่จบไปแล้วโดยสมบูรณ์ เช้าวันใหม่คือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้้ง เวลาทุกขณะคือสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่ว่าเหตุการณ์เมื่อวานหรือในอดีตที่ผ่านมาจะเลวร้ายสักแค่ไหน เราก็ยังมีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันที่สดใหม่และมีความเป็นไปได้อีกนับไม่ถ้วน เราสามารถลงมือกระทำหรือแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน โดยเก็บอดีตเอาไว้เป็นบทเรียนแต่ก็ไม่ยึดติดกับมัน และไม่ต้องกังวลกับความไม่แน่นอนในอนาคตมากจนเกินไป
ณ จุดเริ่มต้นของบางสิ่ง ก่อนหน้านั้นก็มักจะเป็นจุดจบของบางสิ่งเช่นกัน ในหลายๆครั้งเราจำเป็นจะต้องยุติสถานการณ์บางอย่างในชีวิต เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับสิ่งใหม่ๆที่เหมาะสมมากกว่าได้เข้ามาในชีวิตเรา ไม่ว่าจะเป็นการลาออกจากงานที่ไม่เหมาะกับตัวเราเพื่อค้นหางานที่ตรงกับเป้าหมายของเรามากกว่า การยุติความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การเลิกพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพและหันมาออกกำลังกาย กินอาหารที่มีประโยชน์ การออกห่างจากเพื่อนกลุ่มเดิมๆที่ไม่ได้มีวิถีชีวิตสอดคล้องกับเราอีกต่อไป ชีวิตของคนหนึ่งคนนั้นเป็นเหมือนกับห้องที่มีพื้นที่จำกัด เราไม่สามารถเก็บทุกสิ่งเอาไว้ในห้องพร้อมกับรับสิ่งใหม่เข้ามาได้ เพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการรับสิ่งใหม่เข้ามาเราจำเป็นจะต้องทิ้งของที่มีอยู่เดิมบางอย่างออกไป รวมไปถึงสิ่งที่ตกค้างอยู่ในจิตใจของเราด้วย อารมณ์เชิงลบต่างๆที่เราสะสมมาตั้งแต่อดีตนั้นก็เป็นสิ่งที่เราควรจะทิ้งไปไม่ให้มาส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปมในใจเรื่องต่างๆ ความโกรธ ความเสียใจ ความวิตกกังวล ความกลัว ความรู้สึกผิด เหล่านี้ล้วนเป็นข้าวของรกรุงรังที่มีแต่จะทำให้ห้องของเราคับแคบและสกปรกโดยไม่จำเป็น การเริ่มต้นวันใหม่อย่างสง่างามคือการละทิ้งสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เหล่านี้เอาไว้เบื้องหลังโดยไม่ต้องรู้สึกอาลัยอาวรณ์ใดๆอีก สูดหายใจลึก เชิดหน้าขึ้น และก้าวไปข้างหน้า
การมีหัวใจที่เปิดกว้าง คือการมองเห็นความสวยงามในความเรียบง่ายที่ซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น การชมแสงอาทิตย์แรกของวันหรือดอกไม้ที่เริ่มเบ่งบาน เพื่อสัมผัสถึงพลังและความหวังในสิ่งเล็กน้อยที่เรามักมองข้ามไป สายตาที่ถูกขัดเกลามาดีแล้วคือสายตาที่สามารถมองเห็นความงดงามในสิ่งธรรมดาๆ ในสิ่งอันแสนจะธรรมดานี้เองเมื่อถูกสัมผัสโดยผู้ที่มีจิตใจอันละเอียดอ่อนแล้วย่อมรับรู้ได้ถึงความงามอย่างที่สุด ซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติของสิ่งต่างๆโดยไม่ต้องไปแสวงหาในที่อันแสนไกลใดๆเลย
เซเรนดิปิตี (Serendipity) เป็นคำศัพท์ในภาษาอังกฤษ หมายถึงการค้นพบสิ่งที่มีค่าโดยบังเอิญ เป็นการเปิดใจให้กับโอกาสและสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คาดคิด เมื่อเราใช้ชีวิตแบบไม่คาดหวังเกินไปและเปิดรับทุกสิ่งที่เข้ามาในชีวิต เซเรนดิปิตีจะเกิดขึ้น ทำให้เราได้พบเจอกับสิ่งที่สร้างความสุขหรือการค้นพบที่ไม่เคยคาดฝัน ซึ่งบางทีก็อาจจะเป็นสิ่งธรรมดาๆที่เราเคยมองข้ามมาก่อนนั่นเอง
ความคิดในลักษณะที่ว่าความสุขเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่ต้องแสวงหามานั้นทำให้เรายกความสุขเอาไว้บนแท่นบูชาที่สูงส่งเกินกว่าความเป็นจริง อันที่จริงแล้วความสุขเป็นสิ่งที่พบได้ง่ายที่สุดในตอนที่เราพยายามแสวงหามันน้อยที่สุด เป็นลักษณะที่ว่า “ยิ่งตามหา ยิ่งไม่พบ” ในตอนที่เราหยุดดิ้นรนไขว่คว้าหาความสุขจากที่ใดที่หนึ่งที่เราจินตนาการว่าจะทำให้เรามีความสุข เรากลับจะยิ่งพบความสุขและความพอใจในสภาพปัจจุบัน ในธรรมชาตินั้นมีความงามและความสุขปรากฏทั่วไปอยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เพียงแค่สายลมเบาๆที่สัมผัสร่างกายของเราก็ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายขึ้นและมีความสุขได้ เสียงร้องของนกเป็นดั่งเสียงเพลงที่มีอยู่ในธรรมชาติ แค่ความพลิ้วไหวของกิ่งไม้ใบไม้ก็เป็นทิวทัศน์ของธรรมชาติซึ่งเป็นเหมือนงานศิลปะที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าโลก น้ำใจอันเล็กน้อยที่ผู้อื่นหยิบยื่นต่อเราอย่างเช่นการหลบทางให้เราเดิน ก็เป็นตัวอย่างของความใจดีที่โลกมีให้ต่อเราซึ่งเราควรที่จะรู้สึกขอบคุณ ประโยคที่ฟังดูน่าเบื่อที่เราเคยได้ยินกันอย่างที่ว่า “ความสุขอยู่ที่มุมมอง” แท้จริงแล้วมันก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง แต่ที่เราไม่สามารถมองเห็นความสวยงามและสัมผัสกับความสุขในสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ได้นั่นเป็นเพราะหัวใจของเราถูกปิดเอาไว้ ทำให้ประสาทสัมผัสของเรายังไม่ละเอียดอ่อนพอ เราจึงมองข้ามความงดงามเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ไป
เมื่อไม่สามารถสัมผัสความสุขที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน จิตใจของเราจึงเหมือนกับคนเร่ร่อนที่พยายามออกตามหาความสุขอย่างไม่หยุดหย่อนและไม่เคยกลับ “บ้าน” สักที ลึกๆแล้วเรารู้สึกอยู่เสมอว่าถ้าหากฉันได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มาแล้วจะมีความสุข หากบรรลุเป้าหมายบางอย่างแล้วจะมีความสุข แต่มันก็กลายเป็นเหมือนกับเกมวิ่งไล่จับที่เราไม่เคยไล่ตามทันสักที มีแต่ความพยายามและการใช้พลังงานและเวลาไปในวัฏจักรแห่งการไขว่คว้าที่ไม่รู้จบ
เรายอมแลกหลายสิ่งที่มีค่าในชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรายอมเสียสละการมีความสุข เพื่อที่จะได้มาซึ่งความสุข นี่อาจฟังดูสับสนและย้อนแย้งอยู่ในตัวแต่ก็เป็นสิ่งที่พวกเรามักจะทำกันจริงๆ เมื่อเราเกิดความคาดหวังว่าเมื่อได้สิ่งนี้ เมื่อเป็นสิ่งนั้น แล้วฉันจะมีความสุข ทันใดนั้นสังเวียนแห่งการต่อสู้ก็เริ่มขึ้น เราพร้อมที่จะยอมแลกทุกอย่างทั้งเวลา พลังงาน ความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง รวมถึงความสุขความสบายใจในปัจจุบันเพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้นที่เราคาดหวังว่าจะทำให้เราพบกับความสุขเมื่อไปถึง แน่นอนว่าเป้าหมายบางอย่างก็อาจจะคุ้มค่าต่อการเสียสละจริงๆ แต่อย่างน้อยเราก็ควรจะพิจารณาทบทวนให้ดีว่านั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ เพราะหลายครั้งมันก็เป็นเพียงการทำตามๆกันไปโดยที่ไม่ได้ตรวจสอบให้ดีก่อนว่าเป้าหมายเหล่านั้นสอดคล้องกับคุณค่าที่เรายึดถือในชีวิตหรือไม่ หรือเป็นเพียงกระแสสังคมที่ทำให้เราคิดว่าเราต้องการมัน ทำให้เมื่อเราไปถึงเป้าหมายแล้วเรากลับพบแต่ความรู้สึกที่ว่างเปล่า ทำให้ต้องเริ่มกลับมาคิดว่าสรุปแล้วเราใช้ชีวิตที่ผ่านมาวิ่งไล่ตามอะไรกันแน่ กลายเป็นปัญหาความรู้สึกสับสนในจิตใจที่มักถูกเรียกชื่อว่า “วิกฤตวัยกลางคน” ซึ่งเป็นภาวะทางใจที่มักจะเกิดขึ้นเมื่อชีวิตเดินทางไปถึงจุดหนึ่งที่ได้เดินตามครรลองที่สังคมนิยามไว้ว่าเป็นวิถีชีวิตที่ถูกต้องจนบรรลุเป้าหมายต่างๆที่คาดหวังเอาไว้ตามสมควรแล้ว แต่กลับพบว่าชีวิตก็ไม่ได้รับความสุขเท่ากับที่คาดเอาไว้เมื่อตอนเริ่มต้น ทำให้แต่ละคนต้องเริ่มกลับมาคิดทบทวนชีวิตและตั้งคำถามกับตัวเองเกี่ยวกับเป้าหมาย ความหมาย และความสำเร็จที่ทำได้ในชีวิตที่ผ่านมา บางคนอาจเกิดความรู้สึกเสียใจที่ไม่ได้ทำตามความฝันในวัยเด็ก นอกจากนั้นในช่วงวัยกลางคนเมื่ออายุ 40-50 ปีก็เป็นวัยที่ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณแห่งความเสื่อมถอยอย่างชัดเจน ทำให้เราเกิดความตระหนักได้ว่าเวลาชีวิตมีเหลืออยู่อย่างจำกัดแล้ว ทำให้เกิดความตระหนกและกังวลกับการบริหารจัดการเวลาที่เหลืออยู่ ทางออกของภาวะวิกฤตวัยกลางคนนี้ก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจจะแก้ปัญหาด้วยการแสวงหาประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นหรือกระตุ้นความรู้สึกมากยิ่งขึ้นอย่างการซื้อรถใหม่ การย้ายที่อยู่ การออกเดินทางไปยังสถานที่แปลกใหม่ การทำกิจกรรมที่เสี่ยงๆ เพื่อให้รู้สึกว่าชีวิตมีรสชาติมากขึ้น หรือบางคนอาจจะกลายเป็นรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง วิตกกังวล จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า นำไปสู่ปัญหาชีวิตที่เรื้อรังมากยิ่งขึ้น แต่อันที่จริงแล้วหากเราใช้วิกฤตนี้ให้เป็นประโยชน์ โดยการทบทวนเป้าหมายในชีวิต ซ่อมแซมความสัมพันธ์ต่อคนรอบข้าง พัฒนาตนเองหรือเรียนรู้ทักษะในด้านต่างๆ ใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับตนเองให้มากขึ้น วิกฤตวัยกลางคนนี้ก็จะกลายเป็นการจุดประกายในการค้นพบความหมายใหม่ในชีวิต และอาจเปลี่ยนชีวิตเราไปในทางที่ดีขึ้นตลอดกาล หากมองเช่นนี้แล้วจะพบว่าจริงๆแล้ววิกฤตในด้านตัวตนนี้กลับเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์มากและเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อที่เราจะได้หันกลับมาหยุดคิดทบทวนและตั้งคำถามที่สำคัญกับตัวเองว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตนี้กันแน่
ความลับของความสุขคือการหยุดวิ่งตาม เราต้องฝึกตัวเองให้เรียนรู้ที่จะ “หยุด” โดยเราสามารถเริ่มจากการใช้เวลาช่วงเช้าของวันใหม่ด้วยความรู้สึกสงบ ในตอนเช้าหลังจากตื่นนอน ลองหยุดพักสักครู่ สูดหายใจยาวและลึก ใช้เวลาดื่มด่ำกับความงดงามมหัศจรรย์ของแสงและบรรยากาศยามเช้าให้มากขึ้น ทำใจให้สบายและบอกกับตัวเองว่า “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุข” นี่เป็นการให้คำมั่นแก่ตนเองในการ “เลือก” ที่จะมีทัศนคติเชิงบวกต่อชีวิตอย่างไร้เงื่อนไข นั่นหมายถึงไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเราในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าชอบใจหรือไม่น่าชอบใจ เราก็พร้อมที่จะโอบรับมันเอาไว้และยังคงรักษาความสงบในจิตใจเอาไว้เสมอ นี่คือสิ่งที่เราต้องใช้เวลาเรียนรู้และฝึกฝน ไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถทำได้ในทันที จะมีวันที่เราอาจทำได้ดีและอาจจะมีวันที่เราทำได้ไม่ดี เราต้องเรียนรู้ที่จะให้กำลังใจตนเองและก้าวต่อไปด้วยความเชื่อมั่นว่าความสุขนั้นมีอยู่ในตัวเราอยู่แล้ว และพร้อมที่จะให้เราสัมผัสอยู่เสมอ เราควรรู้สึกขอบคุณที่เรายังคงได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในแต่ละวัน เพราะอันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่แน่นอนเสมอไปที่เมื่อเราหลับตาลงในตอนกลางคืนแล้วเราจะยังคงลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันถัดมา มันเป็นเรื่องน่ายินดีที่เรายังคงมีโอกาสได้สัมผัสกับความรู้สึกของการมีชีวิตอีกครั้งและอีกครั้งในทุกๆวัน
“Do not sell your soul in exchange of anything, this is the only thing you have brought into this world and the only thing you can take back.”
- Rumi
เวลากลางวันเป็นช่วงเวลาแห่งความกระจ่าง การมีพลังเต็มเปี่ยม ภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ความมุ่งมั่น และการเผชิญหน้ากับชีวิต มันคือตอนที่เราจำเป็นจะต้องดึงขุมพลังที่ได้สะสมไว้ออกมาสู่โลกภายนอก เพื่อที่จะเผชิญกับทุกบทบาทและสถานการณ์ที่มีความท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ในบทบาทของสมาชิกในครอบครัว นักเรียนนักศึกษา พนักงานในองค์กร การทำมาหาเลี้ยงชีพ การมีปฏิสัมพันธ์ต่อผู้คนรอบข้าง การเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ เป็นช่วงเวลาแห่งการก้าวเดินอย่างแท้จริง
ความงามของเวลากลางวันนั้นประกอบไปด้วยแสงสว่าง ความอบอุ่น และมีชีวิตชีวา เป็นช่วงเวลาแห่งการเคลื่อนไหวของสรรพชีวิตบนโลก ทุกคนต่างมีหน้าที่ของตนและกำลังดิ้นรนต่อสู้อยู่ในบทบาทและสถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เวลาระหว่างวันนั้นเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่มีเหตุการณ์มากมายร้อยพันเคลื่อนผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา เป็นช่วงจังหวะแห่งความวุ่นวายนานัปการ ทั้งในแง่ของเหตุการณ์ภายนอกหรือสภาวะภายในจิตใจ เราอาจมีภาระหน้าที่ที่ทำให้ต้องออกจากบ้านไปพบเจอผู้คนมากมาย หรือสำหรับบางคนอาจจะมีชีวิตที่เป็นส่วนตัวและไม่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นมากนัก แต่สิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลยคือการมีปฏิสัมพันธ์กับตนเอง และพบเจอเรื่องราวมากมายที่ปรากฏขึ้นในจิตใจของเราในแต่ละวัน การเคลื่อนไหวและความโกลาหลเหล่านี้เป็นธรรมดาของชีวิตที่ทำให้เรารู้สึกถึงความมีชีวิตชีวา และหากมองด้วยทัศนคติที่ไม่ต่อต้าน เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นก็ถือเป็นเรื่องสนุกให้เราได้เล่นกับมันในทุกๆวัน
อุปสรรคและปัญหาต่างๆนั้นถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตซึ่งไม่อาจแบ่งแยกออกจากกันได้ ในการเผชิญหน้ากับชีวิตเราต้องมีพลังกายและใจที่เข้มแข็ง พร้อมทั้งสติปัญญาเพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่ผ่านเข้ามา เราไม่สามารถเลือกที่จะพบเจอแต่เรื่องราวที่ถูกใจในทุกๆวันได้ แต่ด้วยความรู้สึกรับผิดชอบและความเข้มแข็งของจิตใจนั้นทำให้เรายังคงเดินหน้าฝ่าฟันเรื่องราวทั้งหลายต่อไปด้วยทัศนคติที่ไม่ย่อท้อ
แสงสว่างของพระอาทิตย์ตอนกลางวันนั้นเจิดจ้า ส่องสว่างไปทั่วอาณาบริเวณกว้างใหญ่ไพศาล เป็นที่มาแห่งความกระจ่างชัดของโลกที่ปรากฏสู่สายตาของเรา ทำให้เรามองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน ธรรมชาติต่างๆทั้งผืนดิน ภูเขา แม่น้ำ ทะเล ตึกรามบ้านช่องและผู้คน รวมไปถึงท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ล้วนถูกส่องสว่างให้ปรากฏเด่นชัดโดยถ้วนหน้ากัน ต่างกับเวลากลางคืนที่สิ่งต่างๆนั้นถูกซ่อนเอาไว้ในเงาสลัว แสงสว่างอันมากมายในเวลากลางวันนั้นเปิดเผยรายละเอียดของทุกสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็นโดยไม่มีการปรุงแต่ง ถึงแม้มนุษย์จะพยายามประดิษฐ์อุปกรณ์ไฟฟ้าขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับความมืดมิดในเวลากลางคืนมากแค่ไหน ก็ไม่อาจเทียบได้เลยกับพลังของแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน พลังอำนาจของธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เกินกว่าความสามารถของมนุษย์จะเทียบได้
สภาวะของร่างกายและจิตใจในตอนกลางวันคือการมีพลังเต็มเปี่ยม หลังจากที่ได้นอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืนและกินอาหารในระหว่างวัน ร่างกายและจิตใจก็ได้รับการเติมพลังเข้ามา ทำให้เรารู้สึกถึงความเข้มแข็งจากภายใน นอกจากนี้บรรยากาศรอบตัวที่มีความสว่างและมีชีวิตชีวาโดยการเคลื่อนไหวของผู้คนและสิ่งมีชีวิตนั้นยิ่งปลุกเร้าให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวามากขึ้น เราสามารถรู้สึกได้เลยว่านี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการนั่งอยู่เฉยๆ และควรที่จะต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง แรงขับดันจากภายในนี้เองทำให้มนุษย์ออกมาเคลื่อนไหวและมีกิจกรรมต่างๆเกิดขึ้นมากมายบนโลก ไม่ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์ขั้นพื้นฐานอย่างการดำรงชีพ อย่างเช่นการแสวงหาปัจจัยสี่ด้วยการออกไปทำงานหาเลี้ยงชีพ หรือเป้าหมายที่ซับซ้อนยิ่งขึ้นอย่างการบรรลุถึงบางสิ่งบางอย่างที่สอดรับกับคุณค่าที่ตนยึดถือ
กิจกรรมทั้งหลายที่มนุษย์ทำในโลกนี้ หากจะสรุปให้สั้นลงเพื่อความเข้าใจง่ายนั้นเราสามารถแบ่งออกเป็นสามหมวดใหญ่ๆได้แก่ การสร้าง การเก็บรวบรวมและถนอมรักษา การซ่อมแซมและเยียวยา
การสร้างนั้นคือการทำสิ่งที่ไม่มีอยู่ให้เกิดมีขึ้นมา การเปลี่ยนจากความว่างเปล่าให้กลายเป็นผลงานบางสิ่งบางอย่าง เป็นการนำสิ่งใหม่ๆมาสู่โลก ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของสิ่งที่เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม ทั้งในแง่ของวัตถุหรือแนวคิด เรื่องราวต่างๆ เราเรียกคุณสมบัติของคนที่มีความสามารถในการเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆว่า “ความสร้างสรรค์” ตัวอย่างของอาชีพที่ทำหน้าที่สร้างสิ่งต่างๆได้แก่ สถาปนิก วิศวกรและช่างก่อสร้าง ซึ่งเป็นผู้ออกแบบและสร้างวัตถุสิ่งของ อาคารสิ่งก่อสร้างต่างๆ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้เกิดบ้านเมืองของมนุษย์ หรืออาชีพศิลปิน ซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่าศิลปะ ผ่านทักษะต่างๆเช่นการวาดภาพ การปั้นหรือแกะสลัก การบรรเลงดนตรี ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมแง่มุมที่งดงามและปลอบประโลมให้กับโลกนี้อย่างมากมาย อาชีพนักเขียน เป็นผู้สร้างเรื่องราวและแนวคิดต่างๆโดยนำเสนอผ่านหนังสือหรือบทความ และยังมีอาชีพสมัยใหม่อย่างนักพัฒนาโปรแกรม นักออกแบบผลิตภัณฑ์ และอื่นๆอีกมากมาย นี่คือกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ของ “การสร้าง” โดยส่วนตัวแล้วผมค่อนข้างจะชื่นชมคนกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากพวกเขาต้องใช้พลังชีวิตรวมถึงพลังแห่งสติปัญญาอย่างมากมายในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นมาจากความว่างเปล่า จนทำให้โลกนี้มีสิ่งต่างๆมากมายที่ถูกสร้างขึ้นด้วยมนุษย์ ส่วนต่อมาคือผู้ที่ทำหน้าที่ของการเก็บรวบรวมและถนอมรักษา คือผู้ที่ทำการเก็บสิ่งต่างๆไม่ว่าจะเป็นสิ่งของหรือข้อมูล การดูแลรักษาสิ่งที่มีอยู่แล้วให้อยู่ในสภาพดี ดำรงอยู่ได้ยาวนาน ตัวอย่างเช่น นักบัญชี ซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องเงินทองต่างๆ นักอนุรักษ์ เป็นผู้ถนอมรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น ป่าไม้ ทะเล หรือสัตว์ป่า บรรณารักษ์ เป็นผู้ดูแลรักษาหนังสือและห้องสมุด เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ คอยทำหน้าที่ดูแลรักษาศิลปะ วัตถุโบราณ และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ตำรวจและทหาร เป็นผู้ดูแลความมั่นคงปลอดภัยของบ้านเมืองและประเทศ เป็นต้น เหล่านี้คือผู้ทำหน้าที่ “เก็บรักษา” ต่อมาก็คือผู้ที่มีหน้าที่ในการซ่อมแซมและรักษา คือการซ่อมหรือเยียวยาสิ่งที่เสียหายสึกหรอให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ตัวอย่างอาชีพที่เห็นได้เด่นชัดคือหมอและพยาบาล ซึ่งเป็นผู้รักษาเยียวยาคนที่ป่วยไข้ให้กลับมามีสุขภาพแข็งแรง อาชีพนี้มักได้รับการยกย่องจากสังคมเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นผู้ช่วยเหลือเยียวยาชีวิตคน อาชีพช่างซ่อมต่างๆ เป็นผู้ทำหน้าที่ซ่อมแซมเครื่องจักร อุปกรณ์ไฟฟ้าและเทคโนโลยี โครงสร้างอาคารบ้านเรือนเช่น ถนน สะพาน อาคาร เหล่านี้คือผู้ที่ทำหน้าที่ “ซ่อมแซม” ซึ่งทุกๆกิจกรรมที่กล่าวถึงไปนั้นล้วนเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการร่วมกันส่งเสริมการดำรงอยู่อย่างผาสุกของสังคมมนุษย์ ทุกกิจกรรมและอาชีพต่างๆล้วนมีบทบาทของตนเองและต้องพึ่งพาอาศัยกัน มนุษย์แต่ละคนไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวได้ เพราะฉะนั้นจึงเกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าการแบ่งหน้าที่กันและการพึ่งพาอาศัยกัน นำไปสู่ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันซึ่งมีรูปแบบต่างๆเช่น เพื่อน คนรัก ครอบครัว เป็นต้น
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ในสามหมวดข้างต้นแต่ก็เป็นอีกประเภทกิจกรรมที่มนุษย์สามารถทำได้และหลายคนก็เลือกที่จะทำเช่นนั้นก็คือ การทำลาย ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างสรรค์เท่าใดนัก ทั้งนี้ ในแง่หนึ่งการทำลายก็ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่จำเป็นในการเปิดพื้นที่ให้กับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ให้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นอาชีพรับจ้างทุบตึกอาคาร ซึ่งเป็นอาชีพของผู้ที่ทำลายสิ่งเดิมเพื่อให้เกิด “พื้นที่ว่าง” ในการสร้างสิ่งใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในหลายกรณีมนุษย์ก็ทำกิจกรรมในเชิงของการทำลายโดยไม่จำเป็น ทั้งที่เกิดจากความตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเสพสิ่งเสพติด การก่ออาชญากรรมและความรุนแรง การข่มเหงรังแก ทำร้ายผู้อื่น การทุจริตและคอร์รัปชั่น รวมไปถึงพฤติกรรมการบริโภคเกินความจำเป็น ซึ่งการกระทำเหล่านี้นั้นล้วนก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงตัวผู้กระทำเองด้วย
ภารกิจต่างๆในเวลากลางวันนั้นเป็นเรื่องของภาระหน้าที่และความรับผิดชอบ ในชีวิตจริงนั้นบุคคลคนหนึ่งมักจะมีหลายบทบาทที่ต้องทำในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการงานและชีวิตส่วนตัว และบ่อยครั้งที่บทบาทเหล่านั้นก็มีความทับซ้อนกันเองและไม่สามารถแยกออกจากกันได้เด็ดขาด เราอาจจะเป็นพ่อแม่ของลูกและในขณะเดียวกันก็เป็นครูของเขาด้วย ในความสัมพันธ์กับคนคนหนึ่ง เราอาจจะเป็นทั้งคนรัก เพื่อน และเป็นครอบครัวในเวลาเดียวกัน เราควรที่จะตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของเราต่อสิ่งต่างๆ เพื่อที่จะสามารถแยกแยะได้ว่าควรทำหรือไม่ควรทำอะไร กับผู้ใด ในเวลาใด บทบาทที่แตกต่างกันย่อมส่งผลต่อหน้าที่และการกระทำที่แตกต่างกัน เราไม่สามารถที่จะปฏิบัติต่อครูอาจารย์หรือหัวหน้างานในแบบที่เราปฏิบัติกับเพื่อนสนิทได้ การมีความเข้าใจและรู้จักกาลเทศะนั้นจะทำให้สามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามสถานการณ์ต่างๆและไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญใจแก่ผู้อื่น
ความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่ต้องปลูกฝังให้เกิดมีขึ้นในตัวเรา เราควรเข้าใจและตระหนักถึงผลกระทบต่อการกระทำของเราว่าล้วนส่งผลกระทบต่อตัวเราและคนอื่นไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง พร้อมที่จะยอมรับผลของการกระทำเหล่านั้นโดยไม่มัวแต่คิดกล่าวโทษผู้อื่น โดยธรรมชาติของจิตใจมนุษย์แล้ว เมื่อมีผลลัพธ์ที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น เรามักพร้อมที่จะโทษสิ่งภายนอกเสมอโดยไม่พิจารณาถึงความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของตนเอง เราลองจินตนาการดูว่า หากเรากำลังเอื้อมมือลงไปในหลุมลึกเพื่อที่จะหยิบเศษสตางค์ที่ตกอยู่ของเรา แต่หากเราไม่สามารถเอื้อมมือลงไปถึงก้นหลุมเพื่อหยิบเหรียญเงินนั้นได้ ทันใดนั้นเราก็จะเกิดความคิดในลักษณะที่ว่า “หลุมนี้ลึกเกินไป” ซึ่งเป็นความคิดที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากกว่าความคิดว่า “แขนฉันสั้นเกินไป” นั่นเป็นเพราะเรามักมีแนวโน้มที่จะชี้สิ่งที่ไม่ดีออกไปภายนอกตัวเสมอ แต่สำหรับคนที่มีความถ่อมตนและพิจารณาตัวเองแล้วนั้นก็จะมีความเข้าใจว่า หลุมนั้นก็มีขนาดความลึกตื้นตามธรรมชาติของมันอยู่เช่นนั้น แต่เราเองเป็นผู้ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปตัดสินว่าหลุมนั้นลึกเกินไป เพราะเราไม่สามารถเอื้อมมือลงไปยังก้นหลุมได้ ในทางกลับกันถ้าเราลองจินตนาการถึงอีกสถานการณ์หนึ่ง ในขณะที่หลุมนั้นยังคงมีขนาดเท่าเดิม แต่คราวนี้เรากำลังต้องการที่จะฝังกล่องสมบัติใบหนึ่งลงไปในหลุมนั้น และก็พบว่ากล่องสมบัติใบนี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะวางลงไปในหลุมได้ ทำให้เราต้องขุดหลุมให้ลึกและกว้างยิ่งขึ้น ครั้งนี้เรากลับจะคิดว่า “หลุมนี้ตื้นเกินไป” ซึ่งก็เป็นการตัดสินด้วยความเห็นของเราอีกเช่นกัน ความสามารถในการพิจารณาเหตุการณ์ต่างๆในทิศทางที่มองเข้ามาในตนเองแทนที่จะโทษสิ่งภายนอกนั้นเป็นพื้นฐานของการมีความรับผิดชอบ มันทำให้เรามีความคิดในลักษณะที่ว่า “นี่เป็นความรับผิดชอบของฉัน” แทนที่จะปัดภาระหน้าที่เหล่านั้นออกไปให้ผู้อื่น และความรู้สึกรับผิดชอบนี้เองที่ทำให้เราทำหน้าที่ของตนได้ดี
นอกจากความรับผิดชอบแล้ว ความซื่อสัตย์เป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการทำหน้าที่ต่างๆในแต่ละวันอย่างมีศักดิ์ศรี วอเรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีของโลกในยุคปัจจุบันเคยกล่าวไว้ว่า “ความซื่อสัตย์เป็นของขวัญราคาแพง อย่าคาดหวังมันจากคนราคาถูก” การเป็นคนซื่อสัตย์ทำให้บุคคลผู้นั้นเป็นผู้มีเกียรติและน่าเชื่อถือ เป็นที่พึ่งพาที่ไว้ใจได้ การเป็นคนเจ้าเล่ห์และโกหกนั้นทำให้เป็นคนที่ไม่สามารถเชื่อใจได้ ความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยเพื่อได้คบหาและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ทำให้ผลงานต่างๆที่เราได้สร้างออกมานั้นได้รับการยอมรับและเชื่อถือในคุณภาพได้โดยง่าย
วินัย การควบคุมตนเอง คือเครื่องมือที่จะช่วยเปิดทางชีวิตไปสู่ความเจริญและความสำเร็จ ในขณะเดียวกันก็ช่วยปิดกั้นไม่ให้เราตกไปอยู่ในหนทางของความเสื่อมถอย วินัยเปรียบเสมือนกรอบควบคุมพฤติกรรมที่ช่วยไม่ให้เราออกนอกลู่นอกทาง การมีวินัยที่ดีจะช่วยให้เราสามารถบรรลุความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านการเรียน การงาน หรือแม้แต่เรื่องราวเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน การมีวินัยคือการที่เราสามารถเอาชนะใจตนเองได้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ในระหว่างวันเราจะรู้สึกขี้เกียจหรือหมดเรี่ยวแรงในการทำสิ่งต่างๆ แต่ด้วยระเบียบวินัยและความรับผิดชอบนั้นทำให้เรายังสามารถที่จะฝืนแรงต้านจากอารมณ์เชิงลบต่างๆและลุกขึ้นมาจัดการหน้าที่ของตัวเอง แกนหลักสำคัญของความมีวินัยคือการฝึกฝนและควบคุมตนเอง หากไม่มีวินัยแล้วความปรารถนาในการทำสิ่งต่างๆก็มักจะไม่มีพลังเพียงพอ การเผชิญความยากลำบากและความทุ่มเทมุ่งมั่นในสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องจำเป็นในการทำสิ่งต่างๆให้สำเร็จ วินัยเป็นสิ่งที่ใช้กับตัวเราเอง เริ่มต้นด้วยการควบคุมและฝึกฝนตัวเองจนกลายเป็นนิสัย เมื่อตัวเราเองมีวินัยดีแล้ว ก็จะสามารถถ่ายทอดและเป็นแบบอย่างให้แก่บุคคลรอบข้างได้อีกด้วย
วินัยในการศึกษาเล่าเรียน วินัยในการทำงาน และวินัยในการดำรงตนอยู่ในพฤติกรรมที่ถูกต้องดีงาม ทั้งสามอย่างนี้รวมกันกลายเป็น “วินัยชีวิต”
ทั้งนี้ ในการฝึกฝนเก็บเกี่ยวคุณสมบัติที่ดีต่างๆขึ้นในตนเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำได้ด้วยตัวคนเดียว การมีครูหรือต้นแบบที่ดีก็มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ความรู้และแนะนำวิธีการฝึกฝนต่างๆอย่างถูกต้องและตรงจุด เพื่อให้การสร้างนิสัยที่ดีทั้งเรื่องของความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์และความมีวินัยนั้นเป็นไปอย่างถูกทางและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยที่เราไม่จำเป็นต้องลองผิดลองถูกด้วยประสบการณ์ของตัวเองทั้งหมด ครูเปรียบเสมือนผู้นำทาง ด้วยความรู้ ประสบการณ์ และวิธีการที่เหมาะสม การเชื่อเพียงแค่ความคิดของตัวเองอย่างเดียวโดยไม่ฟังหรือศึกษาความคิดเห็นของผู้อื่นเลยนั้นไม่ใช่วิธีการใช้ชีวิตที่ฉลาด เพราะไม่แน่ว่าสิ่งที่เราคิดนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ดังนั้นการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์หรือผู้รู้ที่เชื่อถือได้นั้นก็มีประโยชน์ในการที่เราจะได้เรียนรู้แนวทางในการใช้ชีวิตจากผู้อื่นเพื่อมาปรับใช้กับตนเอง
ในแต่ละวันเรามีทรัพยากรพลังงานและเวลาที่จำกัด ดังนั้นในระหว่างวันเราจึงต้องบริหารจัดการพลังงานและเวลาให้ดี โดยเราจะต้องหาสมดุลชีวิตของตนเองในการให้ความสำคัญกับบทบาทต่างๆ เพราะด้วยข้อจำกัดทำให้เราไม่สามารถทำทุกๆอย่างให้สมบูรณ์เต็มร้อยได้ ด้วยบทบาทหน้าที่ที่หลากหลาย การพยายามทุ่มเททำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบนั้นเป็นเรื่องที่ยากและจะทำให้เราเหนื่อยล้าและหมดไฟ ดังที่เราอาจเคยเห็นตัวอย่างคนที่ทุ่มเทในการทำงานมากจนไม่มีเวลาให้กับชีวิตในด้านอื่นๆทั้งด้านความสัมพันธ์และครอบครัว หรือคนที่เอาแต่เที่ยวเล่นไม่ทำงานทำการจนมีปัญหาด้านการเงินทำให้เดือดร้อนถึงคนอื่นต้องเข้ามาช่วยเหลือ นี่คือตัวอย่างของทางสุดโต่งสองทาง เราต้องหาสมดุลของตัวเองให้เจอ เราจำเป็นที่จะต้องจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆในชีวิตเพื่อที่จะเลือกใช้พลังงานและเวลาของเราที่มีอยู่อย่างจำกัดไปในสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นสาระแก่นสารสำหรับตัวเราเอง
เวลาในหนึ่งวันนั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่อย่างจำกัดจริงๆ เป็นสิ่งที่ผ่านแล้วผ่านเลย เราไม่สามารถขอเวลาเพิ่มสำหรับวันนี้หรือวันไหนๆได้ ในหนึ่งวันเรามีเวลาทั้งหมดยี่สิบสี่ชั่วโมง เมื่อหักเวลาสำหรับนอนหลับพักผ่อนราวแปดชั่วโมงเราจะเหลือเวลาสิบหกชั่วโมง เมื่อหักเวลาในการทำงานหาเลี้ยงชีพประมาณแปดชั่วโมงเราจะเหลือเวลาอีกราวแปดชั่วโมง และเมื่อหักเวลาที่ใช้ในการเดินทาง รับประทานอาหาร อาบน้ำ ขับถ่าย เราอาจจะเหลือเวลาสำหรับทำสิ่งอื่นๆเพียงแค่สี่ชั่วโมง
แต่พลังงานนั้นไม่ใช่สิ่งที่ใช้แล้วหมดไปเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถรับเข้ามาเพิ่มในระหว่างวันได้ ในเชิงกายภาพนั้นเราเติมพลังเข้ามาให้กับร่างกายด้วยการรับประทานอาหารและการพักผ่อน ในขณะที่จิตใจนั้นเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีความละเอียดอ่อน หากสังเกตให้ดี เราจะพบว่าในแต่ละวันนั้นจะมีทั้งกิจกรรมที่ทำให้เราเสียพลังใจไปและก็มีกิจกรรมที่ทำให้ได้รับพลังกลับมา ตัวอย่างของกิจกรรมที่ช่วยเติมพลังใจให้แก่เราก็เช่นการออกกำลังกายเบาๆ การฟังเพลงที่ชอบหรือดนตรีที่ผ่อนคลาย การได้รับคำชื่นชมหรือกำลังใจจากผู้อื่น การทำสมาธิหรือฝึกสติ การทำกิจกรรมสร้างสรรค์เช่นวาดรูปหรือเขียนบทความ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่มีเงื่อนไข การอยู่ท่ามกลางบรรยากาศของธรรมชาติ ส่วนตัวอย่างของกิจกรรมที่ทำให้เราสูญเสียพลังงานพลังงานก็เช่น การเถียงหรือโต้แย้งกับผู้อื่นด้วยอารมณ์ การทำงานหนักเกินไปโดยไม่พักผ่อน การติดตามข่าวที่ทำให้เกิดความเครียดหรือกังวล การเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น การใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป ดังนั้นการหมั่นคอยสังเกตและรักษาความสมดุลย์ทางจิตใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญและมีหลากหลายวิธีที่เราสามารถใช้เพื่อช่วยปกป้องพลังงานของเรา เช่นกันรู้จักตั้งขอบเขตที่ชัดเจนระหว่างตัวเองกับสถานการณ์ต่างๆ เราจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การปฏิเสธ การพูดคำว่า “ไม่” นั้นไม่ใช่เรื่องผิด การยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างอาจทำให้เราสูญเสียพลังงานพลังงานไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งนี้คนรอบข้างก็มีผลต่อพลังงานของเราอย่างมาก การอยู่ใกล้ชิดคนที่มีทัศนคติเชิงบวก และคอยให้การสนับสนุนเราช่วยเติมเต็มพลังงานของเรา ในทางกลับกลับบ้านเราควรอยู่ให้ห่างจากคนที่สร้างพลังงานเชิงลบ นอกจากนี้การดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีด้วยการทำกิจกรรมที่ทำให้เรามีความสุขและมีพลัง เช่น การเดินทาง การอ่านหนังสือที่ชอบ การออกกำลังกาย การพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นวิธีพื้นฐานที่จะช่วยปกป้องพลังงานของเราและทำให้มีจิตใจที่แข็งแรง ทำให้เรามีความสามารถในการรับมือกับความท้าทายต่างๆและไม่สูญเสียพลังงานไปได้ง่ายๆ เพื่อที่เราจะสามารถนำพลังงานที่มีมาใช้ในกิจกรรมที่สร้างสรรค์และมีคุณค่า เช่น การทำงาน การเรียนรู้ การช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ จะยิ่งช่วยให้เรารู้สึกมีความหมายและรักษาพลังงานเชิงบวกเอาไว้
ในปัจจุบันการทำสมาธิและการฝึกสตินั้นเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลว่าส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจ ช่วยลดระดับความเครียดและความกังวล ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ ทำให้เราสูญเสียพลังงานทางจิตใจ เมื่อจิตใจไม่ถูกกดดันบีบคั้นด้วยความเครียด เราจะรู้สึกปลอดโปร่งและมีพลังมากขึ้น ช่วยให้เราสร้างสมดุลระหว่างความคิดและอารมณ์ สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น ทำให้เรามีความสามารถในการรับรู้สิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน โดยไม่สูญเสียพลังไปกับการคิดฟุ้งซ่านวุ่นวายต่างๆ นอกจากนั้นยังช่วยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับการทำงาน การฝึกสมาธิจึงสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพลังงานให้กับจิตใจ ทำให้จิตใจมีความสงบและสมดุล
หากเราดูแลร่างกายและจิตใจของเราอย่างดี เราจะรู้สึกเข้มแข็งและมีพลังจากภายใน มีความมุ่งมั่นในการเผชิญหน้ากับชีวิตในทุกๆวัน ช่วงเวลากลางวันอันเจิดจ้านั้นจะกลายเป็นเวทีให้เราได้สร้างสรรค์สิ่งต่างๆที่มีคุณประโยชน์ให้แก่ตัวเอง โลกและสังคมรอบข้าง ด้วยความเข้มแข็งภายในจิตใจ เราจะสามารถออกไปเผชิญกับโลกภายนอกในแต่ละวันด้วยทัศนคติ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” และมีความไว้วางใจต่อชีวิตว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีเอง
ดั่งเมฆและลมที่พัดไปอย่างอิสระ อันที่จริงแล้วชีวิตคือพื้นที่ที่ประกอบไปด้วยความเป็นไปได้มากมาย ไม่ว่าเราจะมองเห็นหรือไม่ก็ตาม ถึงแม้จะมีข้อจำกัดด้วยบทบาทหน้าที่ต่างๆ เราก็ยังคงมีสิทธิ์พอสมควรที่จะเลือกทำหรือไม่ทำสิ่งใดในแต่ละวัน ชีวิตของแต่ละคนมีเส้นทางที่ลงตัวสำหรับตัวเอง เมื่อเราเลือกที่จะใช้เวลาไปในการทำสิ่งๆหนึ่งย่อมตามมาด้วยการเสียโอกาสในการทำอีกสิ่งหนึ่งในเวลาเดียวกัน การเลือกใช้ช่วงเวลาอย่างชาญฉลาดโดยที่ไม่ยึดติดกับกรอบที่สังคมวางเอาไว้มากจนเกินไปจะทำให้เรามีอิสระทางความคิด สามารถควบคุมชะตาชีวิตของตน และเลือกที่จะกระทำหรือแสดงออกในสิ่งที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเองได้ ในคนแต่ละคนนั้นล้วนมีความงดงามอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว และความงามนั้นจะเปล่งประกายมากที่สุดในตอนที่เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
ในขณะที่กำลังเผชิญกับภารกิจหน้าที่และความวุ่นวายในระหว่างวัน การรักษาอิสรภาพทางใจและอิสระทางความคิดนั้นถือเป็นเรื่องท้าทาย สิ่งแวดล้อมรอบตัวมักจะคอยฉุดลากเราไปในทางใดทางหนึ่งเสมอโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว เราจำเป็นต้องมีจิตใจที่มั่นคง มีสติความตระหนักรู้ในตนเองอยู่เสมอ เราไม่สามารถที่จะเดินตามเส้นทางของคนอื่นโดยไม่คิดหน้าคิดหลังได้ เพราะไม่แน่ว่าสิ่งที่คนส่วนใหญ่คิดและทำนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกเสมอไป ความสวยงามของการใช้ชีวิตคือการดำเนินชีวิตไปบนแนวทางของตนเองพร้อมกับการเสียสละเพื่อผู้อื่น ซึ่งเราจำเป็นต้องหาจุดสมดุลของตัวเองให้เจอ
มีปรัชญาสวีเดนที่เรียกว่า ลากอม หมายถึง "ความพอดี" หรือ "ไม่มากไป ไม่น้อยไป" ซึ่งสะท้อนการใช้ชีวิตแบบมีความสมดุล การไม่ฟุ่มเฟือยเกินไป แต่ก็ไม่ขาดแคลน ลากอมเป็นปรัชญาที่สอนให้ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ทำให้ชีวิตมีความสุขและไม่ต้องวิ่งตามไขว่คว้าในสิ่งที่เกินกำลังของตนเอง
“Seek nothing outside of yourself.”
Miyamoto Musashi, The Book of Five Rings
แสงของพระอาทิตย์เริ่มอ่อนลง เป็นสัญญาณการสิ้นสุดของวัน ท้องฟ้าในยามเย็นเป็นภาพที่สวยงามอบอุ่นมาก สีสันของท้องฟ้าในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกนั้นเป็นความมหัศจรรย์พิศดารของธรรมชาติอย่างแท้จริง แสงสีส้มอมชมพูนั้นเป็นเหมือนกับงานศิลปะบนผืนผ้าขนาดมหึมาของธรรมชาติ หากภาพวาดโมนาลิซาเป็นงานศิลปะที่โด่งดังที่สุดในโลกที่ถูกสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ ท้องฟ้ายามเย็นก็ถือเป็นงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยธรรมชาติ การมองท้องฟ้าในช่วงเวลานี้ทำให้รู้สึกว่าจิตใจสงบลงอย่างประหลาด ราวกับว่าจิตใจกำลังถูกโอบกอดและได้รับการปลอบโยน รู้สึกว่าสามารถหายใจได้อย่างโล่งอก ภารกิจของวันกำลังจะจบลง ความผ่อนคลายของร่างกายและจิตใจในขณะนั้นทำให้รู้สึกราวกับว่าเวลาเดินช้าลง คล้ายกับถูกมนต์สะกดให้เราได้แต่จ้องมองไปยังลำแสงนั้นอย่างเงียบๆ ด้วยความเคารพในความงดงามของท้องฟ้านั่นเอง
ยามเย็นนั้นคือช่วงเวลาแห่งการหยุดพักเพื่อฟื้นฟูพลังใจ การผ่อนคลายลงจากความตึงเครียดในระหว่างวัน การเดินทางกลับ “บ้าน” หลังจากที่ได้ออกเดินทางฝ่าฟันกับเรื่องราวต่างๆ ในตอนนี้พลังชีวิตของเราเริ่มอ่อนลงแล้ว การพยายามฝืนใช้งานร่างกายและจิตใจมากเกินไปโดยไม่หยุดพักนั้น ในระยะยาวมีแต่จะทำให้เกิดผลเสียทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง หากมีการวิ่งก็ต้องมีการหยุดพัก เราไม่สามารถวิ่งตลอดเวลาโดยไม่หยุดได้ ร่างกายและจิตใจของเรานั้นมีขีดจำกัด เสียงเพลงนั้นไพเราะได้ด้วยการมีช่องว่างระหว่างตัวโน้ตต่างๆ การหยุดพักนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นและถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำภารกิจต่างๆในชีวิต เราควรจัดสรรเวลาในแต่ละวันให้ดี เมื่อถึงเวลาพักก็ควรหยุดพัก การถนอมดูแลและคอยฟื้นฟูร่างกายและจิตใจให้ดีนั้นจะช่วยให้เราสามารถยืนระยะได้ยาวในการเดินทางของชีวิต การไขว่คว้าความสำเร็จในระยะสั้นโดยแลกมาด้วยผลเสียต่อสุขภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย การมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงถือเป็นรากฐานของการมีชีวิตที่ดีในระยะยาว
เราต้องคอยฟังเสียงของร่างกายและจิตใจตนเองอยู่เสมอ ความเหนื่อยล้าเป็นสัญญาณของความต้องการที่จะหยุดพัก ทั้งความเหนื่อยล้าทางร่างกายและจิตใจจำเป็นจะต้องได้รับการตอบสนอง ไม่ควรปล่อยให้ร่างกายและจิตใจเหนื่อยล้าสะสมเรื้อรัง เพราะในที่สุดมันจะทำให้เราไม่เหลือเรี่ยวแรงที่จะทำประโยชน์อะไรได้ เราควรหมั่นสังเกตสถานะของจิตใจและร่างกายตนเองให้ดีว่ามีความเหนื่อยล้าและตึงเครียดมากน้อยเพียงใด
การหยุดพักร่างกายนั้นไม่ยาก เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้อยู่แล้ว ในขณะที่การหยุดพักจิตใจนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะเราไม่สามารถที่จะสั่งจิตใจหรือสมองของเราให้หยุดทำงานได้ ภายในจิตใจของเรานั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวและความคิดทั้งในทางที่ดีและไม่ดี สมองของคนเรานั้นมีความเคยชินที่จะคิดไปในเรื่องต่างๆอยู่ตลอดเวลา จนบางทีก็ถึงกับทำให้เรานอนไม่หลับ แต่ถึงแม้ว่าเราไม่อาจที่จะควบคุมความคิดของตัวเองได้โดยสมบูรณ์ วินัยในการคิดนั้นก็ยังเป็นสิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ ความคิดเป็นเหมือนกับดาบสองคมที่สามารถให้ได้ทั้งคุณประโยชน์และโทษ หากใช้ด้วยความระมัดระวังและรู้ตัว ความคิดก็เป็นเครื่องมือในเชิงสร้างสรรค์สำหรับใช้ในการทำงาน การวางแผน การพิจารณาในเรื่องต่างๆรวมไปถึงการสอนตนเองได้ แต่หากขาดความระมัดระวังแล้ว ความคิดก็อาจกลายเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทิ่มแทงเราให้บาดเจ็บได้เช่นกัน ความคิดที่อันตรายอย่าง "ฉันไม่ดีพอ", "เรื่องนี้มันยากเกินไปสำหรับฉัน", "ฉันต้องทำให้ทุกคนพอใจ", "เขาต้องคิดไม่ดีกับเราแน่ๆ", “ไม่มีใครเข้าใจฉัน”, "ฉันไม่มีทางเปลี่ยนแปลงตัวเองได้", “ฉันต้องสมบูรณ์แบบ”, "ฉันคือผู้ถูกเลือกให้ผิดหวังอยู่เสมอ" เหล่านี้ล้วนเป็นความคิดเชิงลบที่เราอาจคิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งบ่อยครั้งเป็นการสะท้อนความกังวล ความกลัว การมองโลกในแง่ร้ายหรือการคาดหวังที่ไม่สมเหตุสมผล ซึ่งส่งผลเสียทำให้จิตใจเหนื่อยล้าและอ่อนแอลง เป็นการตอกย้ำความเคยชินในการคิดในแง่ลบและทำให้ตัวเองติดอยู่ในวงจรของการทำร้ายตัวเองด้วยความคิด อันที่จริงแล้วสิ่งที่เราคิดนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องตามความเป็นจริงเสมอไป และมักจะประกอบขึ้นด้วยอคติส่วนตัว บ่อยครั้งที่เราขาดความระมัดระวังและไว้ใจความคิดของตัวเองมากเกินไป ทำให้เกิดความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆบิดเบือนไปจากความเป็นจริง การกระทำและพูดในสิ่งที่คิดทุกอย่างไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ การสังเกตและมีความรู้เท่าทันในความคิดของตนเองเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการรู้จักควบคุมและใช้งานความคิดอย่างถูกวิธี
ความสามารถในการควบคุมและอยู่เหนืออำนาจของความคิดนั้นเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เป็นทักษะสำคัญที่จะทำให้เราสงวนรักษาพลังงานเอาไว้ได้ และเป็นเครื่องมือป้องกันความทุกข์ที่ไม่จำเป็นอันเกิดมาจากความคิดในแง่ลบนั่นเอง วิธีในการโน้มน้าวจิตใจให้หยุดพักนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน เพราะพื้นฐานจิตใจของเรานั้นมีนิสัยแตกต่างกัน เราต้องค้นหาวิธีที่เหมาะสมสำหรับตนเองในการทำให้จิตใจของเราสงบและผ่อนคลายลง จิตใจที่สงบปลอดโปร่งและพ้นไปจากอำนาจของความคิดนั้นเหมือนกับท้องฟ้าที่ปราศจากก้อนเมฆบดบัง ทำให้แสงอาทิตย์สามารถส่องผ่านลงมาให้ความกระจ่างชัดแก่สรรพสิ่งบนโลกได้ เราจะสามารถมองเห็นและทำความเข้าใจต่อสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจนเมื่อไม่ตกอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกของความคิด
หนึ่งในวิธีที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้แล้วก็คือการทำสมาธิและการฝึกสติ เป็นวิธีพื้นฐานในการทำจิตใจให้สงบและอยู่กับปัจจุบันขณะ โดยเฉพาะการฝึกมีสติอยู่กับลมหายใจเข้าออก ซึ่งมักจะช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายและสงบลง การสูดหายใจเข้าออกลึกๆอย่างช้าๆนั้นมักจะสามารถช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายและจิตใจได้ในทันที เมื่อเราจดจ่ออยู่กับลมหายใจ ความคิดต่างๆจะมีอิทธิพลต่อเราน้อยลง ทั้งนี้การฝึกสมาธิและฝึกสติในรูปแบบของการนั่งสมาธินั้นอาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคน โดยเฉพาะเมื่อจิตใจเรายังมีความกระวนกระวายร้อนรนมากเกินไป เราสามารถฝึกที่จะมีสติในชีวิตประจำวันระหว่างทำกิจกรรมต่างๆทุกประเภท เช่น การมีสติในการทำงาน การเดิน การนั่งรถ การล้างจาน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้เราพัฒนาทักษะในการมีสติอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ทำให้จิตใจคุ้นเคยกับการจดจ่ออยู่ในเวลาปัจจุบันและลดความคิดฟุ้งซ่านลง
การเขียนบันทึกก็สามารถช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายและปลอดโปร่งขึ้นได้ การเขียนระบายความรู้สึกที่อยู่ภายในออกมาจะช่วยทำให้เราได้ปลดปล่อยอารมณ์ที่ค้างคาอยู่ในใจ และยังได้ทบทวนและสำรวจความรู้สึกของตัวเอง เป็นการจัดระเบียบและตกผลึกความคิดความรู้สึกที่กระจัดกระจายอยู่ให้ถูกกลั่นกรองออกมาผ่านถ้อยคำ ทำให้เราสามารถเข้าใจตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ลองใช้เวลาในแต่ละวันเพื่อเขียนบันทึกสั้นๆ อาจเป็นแค่การเขียนอะไรก็ได้ที่อยู่ในหัว ณ ขณะนั้นออกมา ไม่ต้องกลัวการถูกตัดสิน เพราะนี่เป็นความลับที่มีแค่เราเท่านั้นที่รู้ เราอาจพบว่าการเขียนบันทึกนั้นสามารถช่วยให้เรามองเห็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง รวมถึงสามารถมองเห็นและเข้าใจตัวเราเองได้กระจ่างชัดขึ้นอย่างน่าประหลาดใจ
การทำกิจกรรมที่สร้างความสุขและความผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการฟังเพลง อ่านหนังสือ ออกกำลังกาย การดูซีรีย์หรือการ์ตูนที่ชอบ การเดินเล่นท่ามกลางธรรมชาติ สามารถช่วยให้จิตใจหลุดพ้นจากความคิดฟุ้งซ่านได้ชั่วคราว ช่วยบรรเทาและผ่อนคลายความเครียด ทำให้จิตใจกลับมาอยู่ในภาวะที่สมดุลมากขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรแบ่งเวลาในแต่ละวันสำหรับทำสิ่งที่ชอบและมีความสุขบ้างโดยไม่ต้องรู้สึกผิดหรือเข้มงวดกับตัวเองจนเกินไป ผมเองนั้นชื่นชอบการฟังเพลง ดนตรีบรรเลงแบบไม่มีเนื้อร้องที่มีท่วงทำนองสบายๆนั้นช่วยให้สมองและจิตใจผ่อนคลายลง บางครั้งการฟังดนตรีสำหรับผมแล้วก็เป็นเหมือนกับพิธีกรรมอย่างหนึ่ง เป็นการทำสมาธิในรูปแบบหนึ่งที่ทำให้รู้สึกถึงความสงบ เชื่อมโยงกับธรรมชาติและโลกภายในของตนเอง ทั้งนี้มีข้อควรระวังคือเราควรที่จะเลือกเนื้อหาของสื่อที่เรารับเข้ามาให้ดี เพราะสื่อบางประเภททั้งเพลง ภาพยนตร์ หรือหนังสือ ก็อาจมีเนื้อหาที่รุนแรงและกลับยิ่งทำให้จิตใจตึงเครียดและเหนื่อยล้ามากยิ่งขึ้น
ปรัชญาฮุกกะ (Hygge) ของเดนมาร์ก เป็นแนวคิดที่เกี่ยวกับการสร้างความอบอุ่น สบายใจ และความสุขจากสิ่งเล็กๆ ในชีวิต ฮุกกะไม่ได้มีคำแปลตรงตัวในภาษาอื่น แต่สามารถเข้าใจได้ว่าเป็นการสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น เรียบง่าย และมีความสุข โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ได้แบ่งปันกับคนที่เรารักหรือในสถานที่ที่รู้สึกผ่อนคลายอย่างบ้าน ฮุกกะมักเกี่ยวข้องกับความสุขในชีวิตประจำวัน เช่น การจุดเทียนที่ให้แสงสลัว การนั่งดื่มชาหรือกาแฟร้อนๆในวันฝนตก การชื่นชมธรรมชาติ หรือการนั่งพูดคุยกันอย่างสบายๆกับเพื่อนและครอบครัวในบรรยากาศที่เป็นกันเอง ฮุกกะจึงเป็นเรื่องของการสร้างความสุขจากช่วงเวลาธรรมดาที่เรารู้สึกสบายใจที่สุด แนวคิดของฮุกกะเน้นไปที่การยอมรับและชื่นชมในสิ่งที่มีอยู่ การใช้เวลาอย่างมีคุณค่าและสร้างความทรงจำดีๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งหรูหรา แต่เป็นการหาความสุขจากช่วงเวลาง่ายๆ ซึ่งทำให้เรารู้สึกถึงความอบอุ่นใจ ความปลอดภัย และการเชื่อมโยงกับตัวเองและคนรอบข้าง เป็นการย้ำเตือนว่า ความสุขที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องมาจากการครอบครอง แต่เกิดจากการมีช่วงเวลาที่มีคุณค่าร่วมกับผู้อื่น
ในโลกยุคปัจจุบันเราเชื่อมต่อกับโลกผ่านอินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลา ทำให้เราถูกท่วมท้นไปด้วยข้อมูลข่าวสารต่างๆมากมาย ในขณะเดียวกันผู้คนในยุคปัจจุบันก็มีอาการการเสพติดอย่างอ่อนๆที่ต้องการได้รับข้อมูลข่าวสารอยู่เกือบจะตลอดเวลาด้วย เราแทบจะไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆระหว่างอยู่บนรถไฟฟ้าโดยไม่หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาได้ การกำหนดเวลาพักจากโทรศัพท์มือถือ หยุดใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราวในบางช่วงเวลาเป็นอีกวิธีที่สามารถช่วยลดสิ่งรบกวนจิตใจ ทำให้เรามีเวลาสำหรับอยู่กับตัวเองมากขึ้น การพักจากโลกดิจิทัลเป็นเวลาเพียงสั้นๆในแต่ละวันก็สามารถช่วยให้จิตใจสงบลงและโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญได้มากขึ้น
ตอนเย็นคือช่วงเวลาของการเดินทางกลับบ้าน ถึงเวลาที่ทุกคนจะต้องวางมือจากภารกิจต่างๆและเดินทางกลับไปยังที่พักของตนเอง บรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยการเคลื่อนไหวของผู้คนที่กำลังเดินทางขวักไขว่ แต่ละคนอาจเดินทางกลับบ้านด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะโล่งอกที่จบภารกิจในหนึ่งวัน ขณะที่บางคนก็อาจจะแบกความกลัดกลุ้มและภาระงานกลับไปที่บ้านด้วย หลายคนมีครอบครัวที่จะได้พบกันที่บ้าน ในขณะที่หลายคนก็อยู่อย่างโดดเดี่ยว สำหรับบางคน บ้านคือสถานที่ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย ในขณะที่กับบางคนก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น แต่อย่างไรก็ตามเรายังคงต้องเดินทางกลับไปยังบ้านซึ่งเป็นที่พักพิงในยามค่ำคืน
สำหรับมหานครอย่างกรุงเทพฯ บรรยากาศในยามเย็นนั้นทั้งวุ่นวายและมีชีวิตชีวา การจราจรบนถนนติดขัดไปทั่วทั้งเมือง พ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายอาหารกันมากมายสำหรับมื้อเย็น ผู้คนมากมายใช้ระบบขนส่งต่างๆของเมืองซึ่งมีไม่เพียงพอเท่าใดนัก ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง เรือโดยสารและแท๊กซี่ ส่วนรถตุ๊กตุ๊กนั้นมีไว้สำหรับนักท่องเที่ยวมากกว่า ร้านอาหารต่างๆก็แน่นไปด้วยผู้คนที่มาพบปะสังสรรค์กันหลังเลิกงาน บรรยากาศของเพื่อนฝูงที่ได้พบกันนั้นเต็มไปด้วยบทสนทนา เสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ธรรมชาติของคนไทยนั้นรักสนุกอยู่แล้ว กรุงเทพฯเป็นจุดศูนย์รวมของผู้คนจากทุกสารทิศ มีวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ร่วมกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างอยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืน เป็นเมืองที่มีชีวิต มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา แต่ถึงแม้จะอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมาย ด้วยลักษณะของสังคมเมืองที่คนแต่ละคนก็ต่างคนต่างอยู่นั้นกลับทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เราเดินอยู่ท่ามกลางถนนที่เต็มไปด้วยผู้คน แต่ในขณะเดียวกันเราก็อยู่กับตัวเองแค่ผู้เดียว
ความเหงาเป็นสิ่งที่เกิดกับเราแทบทุกคนในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง ลึกๆแล้วเราต่างปรารถนาที่จะเชื่อมโยงกับใครสักคน ไม่ว่าจะในฐานะของเพื่อน คนรัก หรือครอบครัว เราแค่ต้องการใครสักคนที่จะเข้าใจเราอย่างแท้จริงและรับฟังสิ่งที่เราพูด แต่การเชื่อมโยงกับผู้อื่นในระดับที่ลึกซึ้งนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ ทุกวันนี้ผู้คนในสังคมมีความเป็นปัจเจกและต่างคนต่างอยู่มากขึ้น ต่างคนต่างก็ยุ่งอยู่กับการจัดการชีวิตของตัวเอง ทำให้ผู้คนมีเวลาสื่อสารและทำความเข้าใจกันน้อยลง มีคนมากมายที่ใช้ชีวิตแบบทำอะไรด้วยตัวคนเดียวโดยแทบจะไม่พึ่งพิงผู้อื่น บางคนอาจจะชอบชีวิตแบบนั้น หรือพยายามบอกกับตัวเองว่าชอบใช้ชีวิตแบบนั้น แต่โดยมากแล้วการขาดการเชื่อมโยงกับผู้อื่นนั้นตามมาด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยว ซึ่งสาเหตุของความโดดเดี่ยวนั้นก็มาจากการที่ผู้คนในสังคมเมืองปัจจุบันนั้นมักจะใช้ชีวิตด้วยหัวใจที่ปิดกั้น เราไม่กล้าที่จะเปิดใจรับใครเข้ามาในชีวิตได้โดยง่าย เราถูกสอนไม่ให้ไว้ใจคนอื่น ชอบจับผิด ไม่กล้าที่จะสื่อสารอย่างจริงใจและเป็นฝ่ายมอบความรักให้กับผู้อื่นก่อน โดยธรรมชาติแล้วคนที่มีความรักอยู่ในจิตใจของตนเองนั้นก็จะสามารถดึงดูดคนดีๆให้เข้ามาในชีวิตด้วย เพราะคนอื่นสามารถที่จะสัมผัสถึงความรักในหัวใจของเราที่แผ่ล้นออกไปถึงเขาได้ เราต้องฝึกตัวเองให้มีหัวใจที่เปิดกว้าง เชื่อในส่วนดีของผู้อื่น และกล้าที่จะมอบความรักให้แก่ผู้อื่นก่อน เช่นนี้เราจึงจะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อผู้อื่นได้โดยง่าย ในที่สุดแล้วคนที่เหมาะสมกับเราจะหาเราพบ และเราจะสามารถเชื่อมโยงกับใครสักคนได้อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าในรูปแบบความสัมพันธ์แบบใดก็ตาม
ช่วงเวลาหลังเลิกงานนั้นเป็นโอกาสที่เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้มากขึ้น หลังจากที่ต้องสวมบทบาทหน้าที่บางอย่างที่ไม่ใช่ตัวตนของเราในระหว่างการทำงานหาเลี้ยงชีพ แม้แต่ในขณะที่กำลังอยู่บนรถโดยสารระหว่างทางกลับบ้านก็เป็นเวลาที่เราจะได้กลับมาอยู่กับตัวเอง สะท้อนคิดทบทวนถึงสิ่งที่ผ่านมา และแสวงหาความสงบภายใน เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้เหยียบเบรคชะลอความเร็วของชีวิตลง ขณะที่เรากำลังมองออกหน้าต่างรถประจำทางหรือขณะที่กำลังเดินอยู่นั้นก็เป็นเวลาสำหรับปล่อยให้จิตใจได้ผ่อนคลายลงจากความเครียดในการทำงาน การมองดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาและทิวทัศน์ของตึกรามบ้านช่องในยามเย็นนั้นเป็นความสบายใจอย่างหนึ่ง แสงอาทิตย์อ่อนๆที่กระทบกับอาคารต่างๆนั้นทำให้สีสันดูสวยงามอบอุ่น ให้ความรู้สึกที่สงบ บางทีเราอาจจะเกิดความคิดดีๆขึ้นหรือได้ข้อสรุปบางอย่างในระหว่างที่จิตใจกำลังผ่อนคลายกับบรรยากาศเช่นนี้เอง
ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันที่ดีหรือวันที่ไม่ดี สำเร็จหรือผิดหวัง เราก็ควรที่จะขอบคุณตัวเองสำหรับความพยายามในช่วงวันที่ผ่านมา รวมไปถึงการขอบคุณเหตุการณ์ต่างๆที่ผ่านเข้ามาให้เราได้เรียนรู้และเป็นบทเรียนสำหรับโอกาสต่อไป ถึงแม้ว่าในตอนนี้อาจจะยังมองไม่เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่แท้จริงแล้วทุกการต่อสู้และทุกความพยายามที่เราได้ลงแรงไปนั้นล้วนมีความหมายทั้งสิ้น ต่อให้ความพยายามนั้นจะล้มเหลวในที่สุดก็ตาม แต่อย่างน้อยมันจะมอบประสบการณ์และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่เราทีละเล็กทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว ทุกบทเรียนในชีวิตจะทำให้เราฉลาดมากขึ้นและทำผิดพลาดน้อยลงในครั้งต่อๆไป เราควรภูมิใจในตัวเองและสามารถให้กำลังใจแก่ตนเองได้ การบอกกับตัวเองว่า “เก่งมากเลยนะที่มาได้ขนาดนี้” นั้นเป็นการให้กำลังใจตัวเองที่ดี จำไว้ว่าทุกคนล้วนแล้วแต่พยายามทำในสิ่งที่คิดว่าสมเหตุสมผลที่สุดในช่วงเวลานั้นๆเสมอ มันเป็นธรรมดาที่เราจะทำผิดพลาดบ้าง แต่การที่เรายังคงไม่ยอมแพ้และออกจากบ้านมาฝ่าฟันกับเรื่องราวต่างๆในทุกๆวันนั้นถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจอย่างหนึ่งแล้ว
ช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกนั้นเป็นเหมือนบทสรุปของวัน ความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งที่ผ่านมานั้นจะทำให้เรารู้สึกพอใจในสิ่งที่มีอยู่ ถึงแม้ในตอนนี้ชีวิตของเราอาจจะยังลำบากและต้องดิ้นรนเพื่อการหาเลี้ยงชีพ การหาความสุขในสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ หากเรามีความรู้สึกขอบคุณต่อสิ่งต่างๆอยู่เสมอ และมีสายตาที่มองโลกในแง่ดี เราจะมีความสามารถในการรู้จักหยุดและชื่นชมทุกสิ่งรอบตัวไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน มีสิ่งธรรมดาๆมากมายที่เราควรจะรู้สึกขอบคุณ เช่น การขอบคุณที่มีร่างกายที่แข็งแรง มีคนที่รัก ได้กินของที่อยากกิน หรือแม้แต่มีเวลาว่าง
เวลาหนึ่งวันนั้นเป็นผลรวมของทางเลือกที่เราได้เลือกทำสิ่งต่างๆในแต่ละวัน ทุกครั้งของการตอบตกลงทำบางสิ่งบางอย่างย่อมแลกมาด้วยการเสียโอกาสในการทำบางสิ่ง ในทางกลับกันทุกครั้งของการปฏิเสธที่จะทำบางสิ่งก็จะเปิดช่องว่างให้กับความเป็นไปได้ในการทำสิ่งอื่น การตัดสินใจเลือกนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ยามเย็นเป็นโอกาสให้เราได้ทบทวนถึงทางเลือกที่ผ่านมาในระหว่างวัน หากเราไม่มีหลักการชีวิตที่ยึดถือเอาไว้ การเลือกของเราก็จะสะเปะสะปะไปตามอารมณ์ความต้องการ ณ ขณะนั้นๆ หรือเป็นไปตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นว่าควรทำ สิ่งที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจ หรือสิ่งที่ดูน่าสนใจจากภายนอก หลายครั้งอาจไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นหรือนำพาความสุขมาให้อย่างแท้จริง การเลือกในสิ่งที่ผิด สุดท้ายอาจทำให้เราเจ็บปวดหรือสูญเสีย เช่น การมุ่งไปหาความสำเร็จที่น่ายั่วยวนโดยไม่มองว่ามันอาจส่งผลกระทบต่อจิตใจ ความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง หรือความมั่นคงของชีวิตในระยะยาว สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน สำหรับผู้ที่มีจิตใจละเอียดอ่อนและมีความเข้าใจในชีวิตแล้ว ความรัก ความอบอุ่น ความสัมพันธ์ที่จริงใจ สิ่งที่มีความหมายทางใจทั้งหลายนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าการแสวงหาสิ่งที่ดูดีภายนอกเพียงอย่างเดียว เราควรที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสติรู้ตัว ตระหนักถึงทางเลือกต่างๆอยู่เสมอ คอยสำรวจค่านิยมและหลักการในการดำเนินชีวิตของตนเองให้ดี การใช้ชีวิตแบบปล่อยให้อารมณ์พาไปนั้นจะทำให้เราหลงทางได้ เวลาเป็นสิ่งที่ไหลผ่านชีวิตไปอย่างรวดเร็ว หลายคนรู้ตัวเมื่อสายไป เมื่อไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขก็ทำได้แต่ยอมรับเท่านั้น
Desperado
บทเพลงโดย Eagles
Desperado, why don't you come to your senses?
พ่อหนุ่ม ทำไมไม่ลองตั้งสติให้ดีๆบ้างล่ะ?
You been out ridin' fences for so long now
คุณมัวแต่ล่องลอยไปมาอยู่แบบนี้มานานแล้วนะ
Oh, you're a hard one
โอ้ คุณนี่ใจแข็งจริงๆ
I know that you got your reasons
ผมรู้ว่าคุณมีเหตุผลของคุณ
These things that are pleasin' you
แต่สิ่งที่ทำให้คุณพอใจนี้
Can hurt you somehow
บางทีมันอาจทำร้ายคุณได้
Don't you draw the queen of diamonds, boy
อย่าเลือกควีนโพดำเลยนะหนุ่มน้อย
She'll beat you if she's able
เธอจะทำลายคุณถ้าเธอทำได้
You know the queen of hearts is always your best bet
คุณรู้ไหม ควีนโพแดงน่ะคือทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับคุณ
Now it seems to me, some fine things
ตอนนี้ดูเหมือนว่า มีสิ่งดีๆ
Have been laid upon your table
ถูกวางอยู่ตรงหน้าคุณแล้ว
But you only want the ones that you can't get
แต่คุณกลับต้องการแค่สิ่งที่คุณไม่อาจมีได้
Desperado, oh, you ain't gettin' no younger
พ่อหนุ่ม โอ้ คุณกำลังแก่ลงไปเรื่อยๆแล้วนะ
Your pain and your hunger, they're drivin' you home
ความเจ็บปวดและความหิวโหยนี้ กำลังพาคุณกลับบ้าน
And freedom, oh freedom well, that's just some people talkin'
และคำว่าเสรีภาพ โอ้ เสรีภาพ นั่นก็แค่คำพูดของคนบางคน
Your prison is walking through this world all alone
คุกของคุณก็คือการเดินไปในโลกนี้ตามลำพัง
Don't your feet get cold in the winter time?
เท้าของคุณไม่รู้สึกเย็นบ้างหรือในฤดูหนาว?
The sky won't snow and the sun won't shine
ท้องฟ้าไม่เคยมีหิมะ และดวงอาทิตย์ไม่เคยส่องแสง
It's hard to tell the night time from the day
มันยากที่จะบอกได้ว่าตอนนี้เป็นกลางคืนหรือกลางวัน
You're losin' all your highs and lows
คุณกำลังสูญเสียทั้งความสุขและความเศร้า
Ain't it funny how the feeling goes away?
แปลกไหม ที่ความรู้สึกเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไป?
Desperado, why don't you come to your senses?
พ่อหนุ่ม ทำไมไม่ลองตั้งสติให้ดีอีกครั้งล่ะ?
Come down from your fences, open the gate
ลงจากรั้วนั้นแล้วเปิดประตูออกมาเถอะ
It may be rainin', but there's a rainbow above you
อาจมีฝนตกอยู่ แต่ก็ยังมีสายรุ้งอยู่ข้างบนนะ
You better let somebody love you, before it's too late
ปล่อยให้ใครสักคนได้รักคุณเถอะ ก่อนที่มันจะสายเกินไป
แสงแห่งวันสิ้นสุดลง ความมืดเคลื่อนเข้ามาแทนที่ ปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้าและพื้นดิน บนท้องฟ้ามีพระจันทร์และหมู่ดาว สรรพชีวิตค่อยๆชะลอความเคลื่อนไหวลง ช่วงเวลาค่ำคืนเป็นเวลาแห่งความสงบนิ่งและความเงียบ ความมืดแฝงไปด้วยบรรยากาศที่ลึกลับและภัยอันตราย การได้อยู่ในบ้านซึ่งเป็นสถานที่ส่วนตัวและปลอดภัยทำให้รู้สึกสบายใจ แสงจากหลอดไฟที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นนั้นช่วยทำให้สภาพแวดล้อมไม่มืดมิดจนเกินไป พอที่จะมองเห็นวัตถุและดำเนินชีวิตต่อไปได้เกือบจะปกติ
ช่วงกลางคืนเป็นช่วงเวลาของการหยุด การเดินทางของวันมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว เป็นเวลาแห่งการปล่อยมือจากภารกิจและเรื่องราวทั้งหมดในระหว่างวัน และเป็นจังหวะเวลาที่เป็นส่วนตัวมากที่สุด การนอนหลับพักผ่อนนั้นเป็นการกลับมาอยู่กับตัวเอง ความฝันในยามกลางคืนเป็นประสบการณ์ส่วนตัวที่มีเพียงเราที่ได้รับรู้และสัมผัส เป็นช่วงเวลาที่จิตใจโลดแล่นอย่างอิสระ ไร้ซึ่งการควบคุม ร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการใช้พลังงานไปในระหว่างวันต้องการการพักผ่อน ซึ่งการนอนหลับเป็นกลไกทางธรรมชาติที่ทำให้เราสามารถฟื้นฟูพลังร่างกายกลับมาได้ ความมืดและความเย็นในเวลากลางคืนทำให้ร่างกายผ่อนคลายและสงบลง จึงเหมาะแก่การหยุดกิจกรรมทั้งหลายและนอนพักผ่อน
ความสงบและความเงียบในเวลากลางคืนเป็นสิ่งที่หลายคนโปรดปราน มันเป็นบรรยากาศแห่งจุดสิ้นสุดและการปล่อยวาง เรายังสามารถใช้ช่วงเวลาแห่งความสงบเงียบนี้ในการใคร่ครวญสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง ด้วยจิตใจที่ไม่วุ่นวายไปในเรื่องต่างๆเราจะสามารถมองเห็นเรื่องราวที่ผ่านมาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สภาพแวดล้อมภายนอกที่เงียบสงัดนั้นทำให้เราได้ยินเสียงภายในตนเองชัดเจนขึ้น ความรู้สึกนึกคิดที่ฝังอยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจมักจะผุดขึ้นมาให้เห็นในช่วงเวลานี้เอง เรื่องราวในอดีตทั้งดีและร้ายวนเวียนกลับมาปรากฏขึ้นในใจของเราอีกครั้ง ความเสียใจที่ยังไม่ถูกปลดปล่อยจะย้อนกลับมาทำร้ายเราซ้ำแล้วซ้ำอีกจนกว่าเราจะปล่อยวางและให้อภัยได้อย่างแท้จริง
เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่งเราจะต้องเรียนรู้การให้อภัยตนเองและผู้อื่นอย่างจริงใจ จำไว้เสมอว่าไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด ทุกคนเคยหลงทางและเลือกเดินบนเส้นทางที่ผิด แม้จะพยายามทำสิ่งต่างๆด้วยความรอบคอบมากแค่ไหนมนุษย์ก็จะยังคงทำผิดพลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้ ในภาษาอังกฤษเรียกเหตุการณ์นี้เรียกว่า human error (ความผิดพลาดที่เกิดจากคน) ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ ความผิดพลาดและความไม่สมบูรณ์แบบนี้เองทำให้มนุษย์ต่างจากเครื่องจักร และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแต่ละบุคคล ในประเทศญี่ปุ่นมีศาสตร์ที่เรียกว่าคินสึงิ เป็นศาสตร์ของการซ่อมแซมภาชนะถ้วยชามที่แตกร้าวเสียหายให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม โดยที่ไม่ได้พยายามลบหรือซ่อนรอยแตกร้าวนั้นให้หายไป แต่กลับทำให้ร่องรอยนั้นเด่นชัดขึ้นด้วยสีทอง คำว่า “คิน” แปลว่าทอง ส่วนคำว่า “สึงิ” นั้นแปลว่าการเชื่อมเข้าด้วยกัน คนญี่ปุ่นนำส่วนผสมของยางไม้และทองมาใช้ในการเชื่อมต่อชิ้นส่วนของภาชนะที่แตกเข้าด้วยกัน และเนื่องจากการแตกร้าวแต่ละครั้งนั้นไม่เหมือนกัน ร่องรอยที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างกัน ถ้วยชามแต่ละใบที่ถูกซ่อมแซมนั้นจะมีลวดลายเส้นสายสีทองของคินสึงิที่เกิดเป็นความงามที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของใครของมัน ปรัชญาของคินสึงินี้ถูกนำมาใช้อธิบายความงดงามของบาดแผลในชีวิต โดยทั่วไปเรามักจะคิดว่าความสวยงามคือการพยายามปกปิดหรือลบรอยแผลจุดด่างพร้อยต่างๆ และเหลือไว้เพียงแค่ความงดงามบริบูรณ์ แต่อันที่จริงแล้วทุกร่องรอยแตกร้าวนั้นทำให้สิ่งต่างๆมีความงามที่เป็นเอกลักษณ์ ทุกบาดแผลของชีวิตนั้นตกแต่งบุคคลิกภาพของคนแต่ละคนให้เติบโตไปในรูปแบบที่ต่างกัน ทำให้คนแต่ละคนมีความงดงามในแบบฉบับของตนเอง เราสามารถเลือกที่ “ยอมรับ” และอยู่ร่วมกับร่องรอยบาดแผลเหล่านั้นโดยไม่จำเป็นจะต้องปฏิเสธมัน
การมีบาดแผลคือสัญลักษณ์ของความกล้าหาญ ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยความกลัวมักจะไม่นำร่องรอยบาดแผลมาให้เรามากนัก การอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายและปลอดภัยอยู่แล้ว แต่เมื่อเรากล้าที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง ออกไปเผชิญหน้ากับอุปสรรคและภัยอันตรายต่างๆในโลก มันก็เป็นธรรมดาที่จะเจ็บตัวบ้าง ดังประโยคที่ว่า “นักรบย่อมมีบาดแผล” ซึ่งบาดแผลเหล่านี้เองที่บ่งบอกถึงประสบการณ์และความกล้าหาญในจิตใจของเรา มันสื่อถึงการก้าวผ่านความเจ็บปวดด้วยความเข้มแข็ง ทุกบาดแผลนั้นล้วนเป็นบทเรียนเฉพาะตัวที่ขัดเกลาให้เราเป็นผู้มีปัญญาในการใช้ชีวิต และเจริญงอกงามขึ้นในแบบของตัวเอง อย่าตกอยู่ในหลุมพรางของความสมบูรณ์แบบ อันที่จริงทุกสิ่งนั้นมีความงดงามสมบูรณ์โดยตัวมันเองอยู่แล้ว ความสมบูรณ์แบบที่เราเรียกร้องนั้นเป็นสิ่งที่เราจินตนาการขึ้นเองจากความคาดหวังว่าสิ่งต่างๆควรที่จะเป็นไปตามที่เราต้องการ เราควรที่จะโอบรับความไม่สมบูรณ์แบบทั้งในตัวเราเองและผู้อื่น มองเห็นความงดงามของสิ่งทั้งหลายในแบบที่มันเป็น
ถึงแม้ว่าห้องน้ำสาธารณะจะถูกเด็กวัยรุ่นขีดเขียนข้อความสกปรกเลอะเทอะ ห้องน้ำนั้นก็ยังเป็นที่ใช้ขับถ่ายได้ ถึงแม้ถนนจะขรุขระบ้าง รถก็ยังวิ่งได้ ถึงแม้ตึกจะมีรอยแตกร้าว ตึกก็ยังเป็นตึก ถึงแม้จะผ่านเรื่องราวเจ็บปวดและมีบาดแผลมากมาย คนก็ยังเป็นคน เพราะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ใหญ่กว่า จึงไม่เห็นปัญหาเล็กๆน้อยๆว่าเป็นสิ่งสำคัญ
หากจะกล่าวถึงกุญแจของการมีชีวิตที่มีความสุข สิ่งนั้นก็คือการปล่อยวาง คำที่ถูกพร่ำสอนกันมาดาษดื่นนี้ แท้จริงแล้วมีความสำคัญมากกว่าที่คิด มีสิ่งต่างๆมากมายที่เป็นอุปสรรคขัดขวางไม่ให้เรามีความสุข สิ่งเหล่านั้นคือสัมภาระทางใจที่เราแบกเอาไว้บนหลัง ไม่ว่าจะเป็นปมในอดีต ความโกรธ ความเสียใจ ความคาดหวังที่ไม่สมจริง ความรู้สึกผิด ซึ่งสิ่งที่จะช่วยปลดเปลื้องของหนักที่อยู่ในใจของเราทั้งหลายเหล่านี้ ก็คือการปล่อยวางนั่นเอง หากเราสามารถปล่อยวางจากสิ่งที่ฉุดรั้งเราเอาไว้ จิตใจของเราจะเบาลงและสามารถเข้าถึงความสุขได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องพยายามวิ่งตามไขว่คว้าหาความสุขจากที่ใดเลย
การปล่อยวางนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะสามารถทำได้ในทันที แต่เป็นทักษะที่จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝน ยามค่ำคืนเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะสั่งสมทักษะอันล้ำค่านี้ ในขณะที่เรากำลังเตรียมพร้อมสู่การพักผ่อนและปลดปล่อยจิตใจจากภาระหน้าที่ที่ผ่านมาทั้งหมด และเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ความเงียบสงบภายในจิตใจ นี่คือจังหวะเวลาที่เราจะต้องสูดหายใจลึกๆและปล่อยมือจากเรื่องราวทั้งหมด เก็บปัญหาต่างๆไว้สำหรับวันต่อไป เราจะจัดสรรเวลาช่วงกลางคืนไว้สำหรับการพักผ่อนโดยเฉพาะ การคิดถึงภาระหน้าที่และปัญหาต่างๆโดยไม่หยุดพักนั้นมีแต่จะทำให้จิตใจเหนื่อยล้า เมื่อไม่ใช่เวลาที่สมควรเราก็ไม่ควรที่จะเก็บมันเข้ามาใส่ใจอีก เรื่องของอดีตควรปล่อยไว้ในอดีต ส่วนเรื่องของวันพรุ่งนี้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของพรุ่งนี้ เวลาในปัจจุบันมีไว้ใช้เพื่อการหยุดพักเท่านั้น
หลายครั้งที่ความทุกข์มาจากความคาดหวัง ความคาดหวังคือการที่เราต้องการให้สิ่งต่างๆนั้นเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน เมื่อไม่ยอมรับสิ่งต่างๆตามสภาพปัจจุบัน จิตใจก็จะดิ้นรนและผิดหวังในทันที ความต้องการสิ่งที่ดีขึ้นหรือการพัฒนานั้นไม่ใช่เรื่องผิด แต่การคาดหวังถึงสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลานั้นทำให้จิตใจของเราไม่ได้พบกับความสงบ ความคาดหวังที่มากเกินไปจะกลายเป็นความเครียดและความกดดันต่อตนเอง การปล่อยวางจากความคาดหวังที่เราตั้งไว้ต่อสิ่งต่างๆและต่อตนเองจะช่วยปลดเปลื้องความทุกข์ที่ไม่จำเป็นออกจากใจได้อย่างมาก ทำให้จิตใจเบาลงและหยุดดิ้นรน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนซึ่งเป็นเวลาที่จิตใจควรจะได้พักผ่อน
เกือบทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้ การยอมรับสิ่งต่างๆตามที่เป็นจริงและปล่อยวางความคาดหวังในสิ่งที่ควบคุมไม่ได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ มันไม่ผิดเลยที่เราจะเกิดมาหน้าตาไม่สวย มีผิวพรรณที่ไม่ดี ไม่มีฐานะชาติตระกูลสูงส่ง ไม่มีสมองที่ฉลาด อยู่ในครอบครัวที่ไม่อบอุ่น เราไม่จำเป็นต้องโทษตัวเองในสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ เราไม่สามารถควบคุมวิธีที่ผู้อื่นปฏิบัติต่อเราได้ แต่เราสามารถเลือกวิธีที่จะปฏิบัติต่อผู้อื่นได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะกังวลใจในเหตุการณ์ที่อยู่เหนือการควบคุม
อโมร์ ฟาติ (Amor Fati) เป็นปรัชญากรีกโบราณ ที่แปลว่า "รักในโชคชะตา" เป็นปรัชญาในลัทธิสโตอิกที่เน้นการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตโดยไม่ตัดสินว่าดีหรือร้าย การยอมรับโชคชะตาในทุกด้าน รวมถึงการมองว่าความท้าทายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เลือกที่จะรักและเรียนรู้จากมัน การมีทัศนคติแบบนี้จะช่วยให้เรารู้สึกพอใจในชีวิตและมีสติเพื่อเผชิญกับสิ่งต่างๆ ที่เข้ามา
กฎของธรรมชาติและเหตุการณ์ต่างๆล้วนดำเนินไปอย่างที่มันต้องเป็น เรามีหน้าที่แค่เข้าใจและยอมรับ และทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด เกี่ยวข้องกับผู้อื่นด้วยความเมตตากรุณา เพราะทุกคนล้วนมีปัญหาของตัวเองและกำลังต่อสู้อยู่ในบทใดบทหนึ่งของชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น ความเมตตา (ความรักใคร่ปรารถนาดี) และกรุณา (การช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน) เป็นหลักการใช้ชีวิตที่แพร่หลายในสังคมไทยตั้งแต่อดีตโดยมีพื้นฐานมาจากพุทธศาสนา แก่นของความเมตตากรุณาคือการมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดความสงบสุขทั้งกับตนเองและสังคม เมื่อเราปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตาและกรุณา เราก็จะสร้างความรู้สึกที่ดีและแผ่ขยายผลกระทบเชิงบวกให้กับตัวเองและสังคมส่วนรวม
ณ จุดสุดท้ายของชีวิต ความสุข ความทุกข์ และทุกๆเหตุการณ์ในชีวิตล้วนเป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์หนึ่งๆที่ผ่านเข้ามาและเลื่อนผ่านไป สิ่งที่เคยคิดว่าสำคัญมาก ในวันหนึ่งก็จะถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา เราไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้สิ่งใดดำรงอยู่ตลอดไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ได้เลย ธรรมชาติเมื่อมีเวลากลางวันก็ย่อมมีกลางคืน สิ่งต่างๆเมื่อปรากฏขึ้นมาก็รอวันที่จะเสื่อมสลายไป ธรรมชาติมอบบทเรียนให้เราเรียนรู้ถึงการยอมรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตและการปล่อยวาง เพื่อที่เราจะมีความสุขอย่างไร้เงื่อนไข คือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราก็พร้อมที่จะเข้าใจและยอมรับ ไม่ต้องพยายามปฏิเสธขัดขืนความเป็นไปของธรรมชาติ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราพยายามดิ้นรนไขว่คว้าให้ได้มา ไม่ว่าจะเป็นวัตถุสิ่งของ เงินทอง ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ เมื่อถึงเวลาวันหนึ่งเราก็จะต้องคืนทุกสิ่งทุกอย่างกลับไปสู่อ้อมกอดแห่งธรรมชาติทั้งสิ้น ความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ไม่สบาย และสิ่งสุดท้ายคือความตาย เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่อาจหลีกเลี่ยง ชีวิตก็เหมือนกับหนังที่ถูกสปอยล์ตอนจบเอาไว้แล้ว เมื่อถึงจุดสิ้นสุดของการเดินทาง ธรรมชาติจะกระชากเอาทุกสิ่งที่เราคิดว่าเป็นของเราออกไปหมดสิ้นอย่างไม่มีการต่อรอง แต่เมื่อยังมองไม่เห็นถึงความชั่วคราวในการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง คนเราก็ต่างต่อสู้ แย่งชิง เหยียบย่ำกันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนเหล่านี้เอง เมื่อครั้งพุทธกาล มีตอนหนึ่งที่มีคนไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า สิ่งที่พระองค์ทรงสอนมาทั้งหมดนั้น สามารถสรุปให้สั้นเพียงประโยคเดียวได้หรือไม่ ถือได้ว่าเป็นคำถามที่ค่อนข้างท้าทายทีเดียว พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสตอบว่า “สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” เป็นคำตอบที่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นศาสดาผู้ทรงปัญญาของโลกนั้นให้ความสำคัญกับการปล่อยวางและความไม่ยึดติดมากเพียงใด สิ่งนี้คือกุญแจสำคัญอันดับหนึ่งซึ่งจะทำให้เราสามารถเข้าถึงความสุขและปลดเปลื้องตัวเองออกจากความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงได้
ในเมืองใหญ่ เราคงมองไม่เห็นดาวที่อยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนเท่าใดนัก แสงสว่างจากหลอดไฟจำนวนมหาศาลของเมืองใหญ่นั้นจ้าเกินไป แต่หากเราอยู่บริเวณนอกเขตชุมชนเมือง จะสามารถมองเห็นดาวพร่างพราวเต็มท้องฟ้า เป็นภาพที่สวยงามอลังการและเป็นสิทธิพิเศษของชาวชนบท ในความมืดเราจะมองเห็นแสงสว่างเล็กๆได้ชัดเจนที่สุด เราจะมองเห็นสิ่งที่สำคัญจริงๆเมื่อเราไม่ถูกดึงดูดความสนใจจากหลายสิ่งหลายอย่างจนเกินไป สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบและไม่มีสิ่งรบกวนในเวลากลางคืนนั้นทำให้เราสามารถมองเห็นและโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญได้ หลายคนจึงชอบใช้เวลาช่วงกลางคืนในการทำงานที่ต้องการสมาธิสูง อย่างเช่นเขียนหนังสือ ทำงานศิลปะต่างๆ ช่วงเวลาก่อนนอนยังเป็นเวลาที่เหมาะแก่การเขียนบันทึกประจำวันเพื่อสรุปเหตุการณ์และความคิดต่อสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เพราะเป็นเวลาที่จิตใจสงบลงและความคิดตกผลึกแล้ว
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน ร่างกายก็ส่งสัญญาณว่าต้องการการพักผ่อน ความง่วงคืบคลานเข้ามาแล้ว ถึงเวลาต้องจบวันแต่เพียงเท่านี้
Angel
บทเพลงโดย Sarah McLachlan
Spend all your time waiting
ใช้เวลาทั้งหมดเฝ้ารอ
For that second chance
เพื่อโอกาสอีกสักครั้ง
For a break that would make it okay
สำหรับการที่จะได้หยุดพักและทำให้ทุกอย่างดีขึ้น
There's always some reason
มันมักจะมีเหตุผลอยู่เสมอ
To feel not good enough
ที่ทำให้รู้สึกว่าเราไม่ดีพอ
And it's hard at the end of the day
และมันก็ยากลำบากในช่วงท้ายของวัน
I need some distraction
ฉันต้องการสิ่งที่ช่วยดึงความสนใจออกไป
Oh a beautiful release
ปล่อยวางอย่างงดงาม
Memories seep from my veins
ความทรงจำซึมออกจากเส้นเลือดของฉัน
Let me be empty
ปล่อยให้ฉันว่างเปล่า
Oh and weightless and maybe
ไร้น้ำหนัก และในบางที
I'll find some peace tonight
ฉันอาจจะพบความสงบในคืนนี้
In the arms of the angel
ในอ้อมแขนของนางฟ้า
Fly away from here
บินไปให้ไกลจากที่นี่
From this dark cold hotel room
จากห้องพักในโรงแรมที่มืดและเย็นนี้
And the endlessness that you fear
และความไม่มีที่สิ้นสุดที่น่ากลัว
You are pulled from the wreckage
เธอถูกดึงออกจากซากปรักหักพัง
Of your silent reverie
ของการครุ่นคิดที่เงียบงัน
You're in the arms of the angel
เธออยู่ในอ้อมแขนของนางฟ้า
May you find some comfort here
ขอให้เธอพบความสบายใจที่นี่
So tired of the straight line
เหนื่อยล้ากับเส้นทางที่ตรงเป๊ะ
And everywhere you turn
และไม่ว่าจะหันไปทางไหน
There's vultures and thieves at your back
มีแร้งและโจรคอยตามหลังเธอ
And the storm keeps on twisting
พายุยังคงหมุนวนต่อไป
You keep on building the lies
เธอสร้างคำโกหกขึ้นเรื่อยๆ
That you make up for all that you lack
เพื่อกลบสิ่งที่เธอขาดไป
It don't make no difference
มันไม่ต่างกันเลย
Escaping one last time
หลีกหนีไปอีกสักครั้ง
It's easier to believe
มันง่ายกว่าที่จะเชื่อ
In this sweet madness
ในความบ้าคลั่งอันแสนหวานนี้
Oh this glorious sadness
โอ้ ความเศร้าที่งดงามนี้
That brings me to my knees
ที่ทำให้ฉันทรุดลง
In the arms of the angel
ในอ้อมแขนของนางฟ้า
Fly away from here
บินไปให้ไกลจากที่นี่
From this dark cold hotel room
จากห้องพักในโรงแรมที่มืดเย็นนี้
And the endlessness that you fear
และความไม่มีที่สิ้นสุดที่เธอกลัว
You are pulled from the wreckage
เธอถูกดึงออกจากซากปรักหักพัง
Of your silent reverie
ของการครุ่นคิดที่เงียบงัน
You're in the arms of the angel
เธออยู่ในอ้อมแขนของนางฟ้า
May you find some comfort here
ขอให้เธอพบความสบายใจที่นี่
ท้องฟ้าไม่ได้สดใสตลอดเวลา มีบางเวลาที่มวลเมฆครึ้มปกคลุมท้องฟ้า บรรยากาศที่อึมครึมน่าสะพรึงกลัวนี้เปรียบดั่งช่วงเวลาที่ยากลำบากของชีวิต ในทุกๆการเดินทางเราไม่สามารถเลือกที่จะเจอแต่สภาพอากาศที่ดีไปตลอดได้ การพบเจอกับวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มันจะมีวันที่เรารู้สึกแย่ เสียใจ อ่อนล้า สับสนและกังวล ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นกับทุกคน ถึงแม้เราจะไม่ชอบและพยายามหลีกเลี่ยงช่วงเวลาเหล่านี้ แต่อย่าลืมว่า ยาขมนั้นก็มีประโยชน์เช่นกัน
อารมณ์ที่หม่นหมองนั้นมักทำให้เราสูญเสียความหวังและความสามารถในการมองโลกในแง่ดี เราอาจจะจมอยู่กับความเศร้า ความวิตกกังวล ความไม่แน่นอน และไม่เห็นหนทางว่าจะข้ามผ่านความรู้สึกเหล่านี้ไปได้อย่างไร สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลาแบบนี้ก็คือความอดทน ในหลายๆครั้ง ขณะที่กำลังตกอยู่ท่ามกลางเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามานั้น ไม่มีอะไรที่เราสามารถทำเพื่อเปลี่ยนสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้เลย นอกจากการอดทนและรอคอย เราต้องตั้งสติให้ดีและไม่ตื่นกลัวกับสถานการณ์จนเกินไป เราอาจจะสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก สูญเงินและทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัว ถูกคนอื่นเข้าใจผิดและเกลียดชัง มีปัญหาสุขภาพอย่างร้ายแรง แต่สิ่งที่เรายังเหลืออยู่ ณ เวลานั้นก็คือตัวเรา ตราบที่เรายังคงมีชีวิตและมีลมหายใจอยู่ อย่าสูญสิ้นความหวัง ไม่มีอะไรที่คงอยู่ตลอดไป ช่วงเวลาที่เลวร้ายก็เช่นกัน เราควรขอบคุณและภูมิใจในตัวเองที่ถึงแม้จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไป แต่เราก็ยังคงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ นี่คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด
ในทุกการเดินทาง เป็นเรื่องธรรมดาที่บางครั้งเราจะเลือกเส้นทางผิดและหลงทาง ความสับสน ไม่แน่ใจในเส้นทางชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ และบางทีความรู้สึกนี้ก็อาจจะรุนแรงจนทำให้เรารู้สึกเสียศูนย์และไม่มั่นใจในตนเอง ดังที่กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ วิกฤตวัยกลางคนนั้นก็เป็นอาการหนึ่งของความรู้สึกสับสนและหลงทางในชีวิต ซึ่งอาจจะรุนแรงจนถึงทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้ อันที่จริงมันเป็นเรื่องปกติมากที่เราจะหลงทาง แต่ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ทุกอย่างไม่มีคำว่าสายเกินไป เราสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้เสมอ ถ้าเลือกผิดก็แค่เลือกใหม่ ชีวิตคือผลรวมของทางเลือก และเราสามารถเปลี่ยนใจเดินไปยังเส้นทางอื่นๆได้เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การเบนเข็มออกจากเส้นทางเดิมทีละเล็กน้อยเมื่อสะสมมากเข้าก็อาจทำให้ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือได้
หลายคนคงเคยรู้สึกเสียใจต่อทางเลือกของตนเองในอดีตที่ผ่านมา ผมเองก็เคยรู้สึกเช่นนี้ มีหลายเรื่องที่อยากจะย้อนเวลากลับไปแก้ไขถ้าทำได้ ผมเสียใจที่เลือกคณะที่เรียนตอนมหาวิทยาลัยโดยดูจากแค่โอกาสที่จะหางานทำและรายได้หลังเรียนจบ โดยไม่ได้คำนึงถึงความรักในอาชีพหรือประโยชน์ส่วนรวมเลย บางคนอาจถึงขั้นยอมแลกทุกสิ่งทุกอย่างหากจะได้มีโอกาสกลับไปแก้ไขสิ่งที่ตนทำผิดพลาดในอดีต “ถ้าหากรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่นาน ฉันคงจะทำดีกับเขาให้มากกว่านี้”, “ถ้าฉันไม่พูดแบบนั้น”, “ถ้าสมัยนั้นฉันตั้งใจเรียน”, “ถ้าฉัน ฯลฯ” ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อเรารู้สึกไม่พอใจในสภาพชีวิตปัจจุบัน และมันทำให้เรารู้สึกโทษตัวเอง จริงอยู่ที่ว่าในอดีต ณ ตอนนั้นเราอาจจะทำผิดพลาดจริงๆและอาจมีทางเลือกที่ฉลาดกว่า แต่อย่างไรนั่นก็เป็นสิ่งที่เราได้เลือกทำไปแล้ว และการเสียใจในเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นและผลจากการกระทำของตัวเองต่างหากที่จะปลดปล่อยเราจากอดีต ทำให้เราสามารถก้าวต่อไปข้างหน้าและเลือกเส้นทางใหม่ได้
“แก้วที่มีค่าที่สุดของผมหล่นแตก ผมเสียใจจริงๆ”
“คุณอยากให้แก้วนั้นไม่แตกใช่ไหม”
“ใช่ครับ ท่านผู้รู้ ผมควรทำยังไงดี”
“อืมมม มันแตกไปแล้วน่ะ”
อย่ากลัวเมื่อเผชิญกับช่วงเวลาที่เลวร้าย และก็อย่าได้หงุดหงิดโกรธเคืองต่อผู้คนหรือทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเหตุการณ์ในชีวิตล้วนมีบทบาทของมันเอง สิ่งที่ดูเหมือนจะทำร้ายเราในวันนี้แท้จริงแล้วอาจเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตก็ได้ ในอนาคตวันหนึ่งเราอาจจะรู้สึกขอบคุณกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเหล่านี้ ขอเพียงแค่มีความหวังในแต่ละวัน อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ บอกกับตัวเองว่า “เธอเก่งมากที่อดทนมาได้ขนาดนี้” การยอมรับช่วงเวลาที่เลวร้าย และเห็นคุณค่าในได้โอกาสเรียนรู้และเติบโตอย่างเข้มแข็ง จะทำให้เราสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาเหล่านี้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ชีวิตอันมีค่าเอาไว้ได้ บ๊อบ มาร์เลย์ ศิลปินเร็กเกชาวจาไมกา ได้เคยกล่าวไว้ว่า “คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคุณเข้มแข็งแค่ไหน จนกว่าการเข้มแข็งนั้นจะเป็นทางเลือกเดียวที่คุณมี”
หลายคนอาจไม่รู้ว่าชีวิตของคุณมีค่ามากเพียงใด บางทีแค่การที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นเหมือนของขวัญสำหรับใครบางคนแล้ว อาจมีใครบางคนที่กำลังคอยส่งกำลังใจให้แก่เราอยู่อย่างลับๆ ณ มุมใดมุมหนึ่งของโลก แม้ว่าเราจะไม่รับรู้ก็ตาม ทุกชีวิตล้วนมีคุณค่าอยู่แล้วโดยตัวของมันเอง ต่อให้เราจะไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆแก่โลกนี้เลยก็ตาม เพราะฉะนั้น อย่าหมดหวังกับชีวิต คุณไม่ได้ไร้ค่า ไม่ว่าการใช้ชีวิตจะยากลำบากสักแค่ไหน ขอเพียงอดทนให้ผ่านพ้นไปทีละวัน เมื่อถึงเวลา วันที่ท้องฟ้าสดใสย่อมต้องมาถึงอย่างแน่นอน
ปรัชญาซิสุ (Sisu) ของประเทศฟินแลนด์ เป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตที่สื่อถึงความอดทนและความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคหรือความยากลำบากอย่างไม่ยอมแพ้ คำว่า "ซิสุ" ไม่มีคำแปลตรงตัวในภาษาอื่นๆ แต่สื่อถึงพลังใจอันลึกซึ้งที่มาจากความมุ่งมั่นและความกล้าหาญแบบไม่ลดละ ซึ่งเป็นมากกว่าการแค่ "อดทน" หรือ "มีความมุ่งมั่น" เท่านั้น มันไม่ใช่เพียงแค่ความอดทนต่อความยากลำบาก แต่ยังหมายถึงการเผชิญกับความท้าทายด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและสงบ การมีสติเมื่อเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เป็นการยอมรับว่าแม้สถานการณ์จะยากลำบากและดูเหมือนเกินกำลัง แต่เราก็จะพยายามก้าวผ่านมันไปให้ได้ ความหมายของซิสุแสดงถึงความไม่ยอมแพ้และมีจิตใจที่เข้มแข็ง แม้จะไม่มีหนทางออกก็ตาม ชาวฟินแลนด์มักเลือกที่จะใช้ชีวิตเรียบง่ายและอดทน แม้ว่าจะต้องเจอกับฤดูหนาวที่ยาวนานและสภาพอากาศที่โหดร้าย แต่พวกเขาก็อดทนและหาความสุขจากสิ่งเล็กๆรอบตัว เช่น การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติหรือการทำกิจกรรมกลางแจ้งในสภาพอากาศหนาวเย็น ซิสุจึงเป็นปรัชญาที่ชาวฟินแลนด์ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าจะเป็นในการทำงาน การเผชิญกับความท้าทายส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการฝ่าฟันอุปสรรคใหญ่ๆ ในชีวิต
Both Sides Now
Song by Joni Mitchell
Rows and floes of angel hair
กระแสคลื่นบางเบาที่เหมือนกับเส้นผมของทูตสวรรค์
And ice cream castles in the air
และปราสาทไอศกรีมที่ลอยอยู่ในอากาศ
And feather canyons everywhere
และหุบเขาที่เต็มไปด้วยขนนกทุกหนทุกแห่ง
Looked at clouds that way
ฉันเคยมองก้อนเมฆด้วยความฝันแบบนั้น
But now they only block the sun
แต่ตอนนี้หมู่เมฆกลับบดบังแสงอาทิตย์
They rain and they snow on everyone
ทำให้ฝนตกและหิมะโปรยปรายลงมา
So many things I would have done
มีสิ่งมากมายที่ฉันอยากจะทำ
But clouds got in my way
แต่เมฆเหล่านั้นก็เข้ามาขวางทางฉัน
I've looked at clouds from both sides now
ฉันมองหมู่เมฆจากทั้งสองด้านแล้ว
From up and down and still somehow
จากข้างบนและข้างล่าง แต่ไม่รู้ทำไม
It's cloud illusions I recall
ภาพลวงของเมฆยังอยู่ในความทรงจำของฉัน
I really don't know clouds at all
ฉันแทบไม่รู้จักเมฆเลยจริงๆ
Moons and Junes and Ferris wheels
พระจันทร์ ฤดูร้อนในเดือนมิถุนาฯ และชิงช้าสวรรค์
The dizzy dancing way that you feel
ความรู้สึกมึนงงและเหมือนเต้นรำอยู่ในห้วงความสุข
As every fairy tale comes real
เหมือนกับเทพนิยายที่เป็นจริงขึ้นมา
I've looked at love that way
ฉันเคยมองความรักในแบบนั้น
But now it's just another show
แต่ตอนนี้มันเป็นเพียงการแสดงอีกครั้งหนึ่ง
And you leave 'em laughing when you go
และเธอก็จากไปโดยทิ้งเสียงหัวเราะไว้
And if you care, don't let them know
ถ้าเธอห่วงใยใคร อย่าบอกให้พวกเขารู้
Don't give yourself away
อย่ามอบตัวตนของเธอให้ใครไป
I've looked at love from both sides now
ฉันมองความรักจากทั้งสองด้านแล้ว
From give and take and still somehow
จากการให้และการรับ แต่ยังไงก็ตาม
It's love's illusions that I recall
มันเหลือเพียงภาพลวงของความรักที่ยังอยู่ในความทรงจำ
I really don't know love
ฉันแทบไม่รู้จักความรักเลย
I really don't know love at all
ฉันไม่รู้จักความรักเลยจริงๆ
Tears and fears and feeling proud
น้ำตา ความกลัว และความภาคภูมิใจ
To say, "I love you," right out loud
การพูดว่า "ฉันรักเธอ" อย่างไม่ลังเล
Dreams and schemes and circus crowds
ความฝัน แผนการ และฝูงชนในงานแสดง
I've looked at life that way
ฉันเคยเห็นชีวิตในแบบนั้น
Oh, but now old friends, they're acting strange
แต่ตอนนี้ เพื่อนเก่ากลับทำตัวแปลกไป
And they shake their heads and they tell me that I've changed
พวกเขาส่ายหัวและบอกฉันว่าฉันเปลี่ยนไป
Well, something's lost, but something's gained
มีบางอย่างสูญเสียไป แต่ก็มีบางอย่างที่ได้มา
In living every day
จากการใช้ชีวิตในทุกๆ วัน
I've looked at life from both sides now
ฉันมองชีวิตจากทั้งสองด้านแล้ว
From win and lose and still somehow
จากการชนะและแพ้ แต่ไม่รู้ทำไม
It's life's illusions I recall
มีเพียงภาพลวงของชีวิตที่ฉันจำได้
I really don't know life at all
ฉันไม่รู้จักชีวิตเลยจริงๆ
It's life's illusions that I recall
ภาพลวงของชีวิตที่อยู่ในความทรงจำ
I really don't know life
ฉันแทบไม่รู้จักชีวิตเลย
I really don't know life at all
ฉันไม่รู้จักชีวิตเลยจริงๆ
And so Sally can wait
She knows it's too late
As we're walking on by
Her soul slides away
But don't look back in anger
I heard you say
Don't Look Back in Anger - Oasis
ช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุด คือเวลาแห่งการชำระล้างและการเกิดใหม่ เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับสิ่งใหม่ๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการลบสิ่งเก่าออกไป ในบางครั้งกระบวนการนี้ก็ทำให้เราเจ็บปวดและรู้สึกราวกับว่ามันจะไม่มีวันสิ้นสุด แต่ช่วงเวลานี้เป็นสิ่งจำเป็นและถือเป็นช่วงไฮไลต์ของชีวิตที่มีคุณค่าที่สุดเลยก็ว่าได้ เมื่อฝนตกลงมา คือสัญญาณของการบอกลาสิ่งเก่าเพื่อให้สิ่งใหม่ได้เบ่งบาน หยดฝนที่โปรยลงมาช่วยชำระล้างฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกในท้องฟ้าและพื้นดิน คล้ายกับความเจ็บปวดที่ช่วยให้เราชำระล้างสิ่งสกปรกภายในจิตใจ เมื่อหัวใจเปียกปอนไปด้วยน้ำตาและความเศร้าเสียใจ ถึงแม้จะหนาวเย็นและมืดครึ้ม แต่มันก็เป็นการเตรียมพื้นดินให้พร้อมสำหรับสิ่งใหม่ที่จะงอกเงยขึ้น จิตใจที่ได้รับการชำระล้างแล้วย่อมปลอดโปร่ง พร้อมที่จะรองรับการเติบโตและโอกาสใหม่ๆที่จะเข้ามาในชีวิต ความเปลี่ยนแปงสำคัญๆในชีวิตมักจะเกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่เจ็บปวดที่สุด ดังที่ฮะรุกิ มุราคามิ นักเขียนชาวญี่ปุ่นได้เขียนไว้ในหนังสือ Kafka on the Shore ความว่า
"และเมื่อพายุผ่านพ้นไป คุณจะจำไม่ได้เลยว่าคุณผ่านมันมาได้อย่างไร คุณเอาตัวรอดมาได้อย่างไร คุณจะยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพายุนั้นสงบลงจริงหรือยัง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่นอน เมื่อคุณก้าวออกจากพายุนั้น คุณจะไม่ใช่คนเดิมที่เดินเข้าไปอีกต่อไป"
ทุกประสบการณ์อันเจ็บปวดนั้นช่วยหล่อหลอมให้เราเป็นคนใหม่ ความผิดหวัง ความโศกเศร้าเสียใจ ความเจ็บป่วย การเผชิญกับความเห็นแก่ตัวของคน การพลัดพรากจากคนที่รัก การเผชิญหน้ากับปัญหาและอุปสรรค ล้วนแต่ช่วยขัดเกลาให้เราเป็นคนที่มีจิตใจหนักแน่นมั่นคงขึ้น มีความละเอียดอ่อนลึกซึ้ง เข้าใจในสัจธรรมของชีวิตมากขึ้น ทุกการเดินทางก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากคือการก้าวสู่บทต่อไปของชีวิต เราทุกคนเคยข้ามผ่านช่วงเวลาเหล่านี้กันมาแล้วทั้งสิ้น ตอนที่เรายังเด็ก แค่ไอศกรีมตกพื้นก็อาจทำให้เราเสียน้ำตาได้ เด็กๆนั้นอยู่ในวัยที่ยังขาดประสบการณ์และยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อความผิดหวัง ถึงแม้ว่าการร้องไห้ของเด็กนั้นจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความเศร้าเสียใจและทำให้เรารู้สึกสงสารจับใจเมื่อได้พบเห็น แต่บางทีมันก็เป็นสิ่งจำเป็นและเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต น้ำตาที่บริสุทธิ์นั้นจะช่วยชำระจิตใจของพวกเขาและทำให้เขาเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็ง หากเราลองย้อนนึกดู หลายเรื่องที่ดูเล็กน้อยในตอนนี้นั้นอาจเคยเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับตัวเราในอดีต ยิ่งเราผ่านประสบการณ์ความทุกข์มามากเท่าใด เรายิ่งมีภูมิคุ้มกันต่อความทุกข์มากเท่านั้น ความทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่หลีกหนี ช่วงเวลาแห่งความสุขเป็นสิ่งที่ดี เป็นเวลาแห่งการพักผ่อนและเผื่อแผ่ความสุขไปยังผู้อื่น แต่ช่วงเวลาแห่งความทุกข์นั้นคือเวลาของการเดินทางและการเติบโตที่แท้จริง
เราทุกคนต่างกำลังเผชิญกับบทเรียนของชีวิตไม่บทใดก็บทหนึ่ง ทุกคนต่างกำลังต่อสู้ในสนามของตัวเอง สิ่งที่มีผลต่อจิตใจของเราในตอนนี้คือสิ่งที่เราจะต้องข้ามผ่านมันไปไม่วันใดก็วันหนึ่ง ความทุกข์ความผิดหวังที่เราพบเจอ คือครูที่จะนำความรู้มาให้แก่เรา ยิ่งได้เรียนรู้มากก็จะยิ่งมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นตามไปด้วย ท้ายที่สุดแล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นเสบียงที่เราพกติดตัวไปตลอดการเดินทางของชีวิต ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ประสบการณ์เหล่านี้จะช่วยป้องกันไม่ให้เราต้องเป็นทุกข์กับเรื่องเดิมๆอีก
การเติบโตทางด้านจิตใจคือกระบวนการของการเปลี่ยนแปลงภายใน การรับมือกับความเจ็บปวด การฟื้นตัวและการเยียวยา นี่เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลาของชีวิต ทุกขณะของชีวิตที่ผ่านไปแล้วจะไม่ย้อนกลับมาอีก ผู้ที่ตั้งใจใช้ชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบันขณะจะสามารถเก็บเกี่ยวทุกช่วงเวลาอันมีค่าเหล่านี้ไว้ได้ ทุกขณะของการมีชีวิตนั้นคือประสบการณ์ ทุกๆลมหายใจ ทุกสัมผัส ทุกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ล้วนประกอบขึ้นเป็นตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนถึงปัจจุบัน จิตใจของเราเติบโตงอกงามขึ้นตามประสบการณ์ที่ได้รับ ความเจ็บปวดหรือความยากลำบากทั้งหลายนั้นเป็นเหมือนปุ๋ยที่ช่วยให้ต้นไม้งอกงามเป็นพิเศษ เมื่อจิตใจได้ถูกเยียวยาและฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์แล้ว นั่นจะเป็นเวลาที่จะเก็บเกี่ยวดอกผลอันหอมหวานของชีวิต
ความไร้เดียงสาเนื่องจากอ่อนประสบการณ์นั้นเป็นธรรมดาของมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครที่เกิดมาแล้วไม่เคยทำผิดพลาด การเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตทำให้เราสามารถใช้ชีวิตในปัจจุบันได้อย่างมีสติปัญญา คนที่มีจิตใจดีงามนั้นมักโทษตัวเองก่อนเสมอ การขอโทษนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่การจมอยู่กับความรู้สึกผิดนั้นไม่มีประโยชน์อะไร ต่อให้พูดขอโทษสักร้อยครั้งก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตได้ เมื่อมีคนบอกให้เราปล่อยวางและมีสติอยู่กับปัจจุบัน นั่นไม่ได้หมายถึงว่าเราจะต้องลืมเหตุการณ์ในอดีตทั้งหมด แต่เป็นการอยู่ร่วมกับความทรงจำในอดีตอย่างสงบและยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว นำประสบการ์ที่ผ่านมาเป็นบทเรียนเพื่อแก้ไขตัวเองใหม่และเลือกทางเดินชีวิตในปัจจุบันให้ถูกต้อง เรียนรู้ที่จะให้อภัยตัวเองในสิ่งที่เคยทำผิดพลาด เพราะเราเองก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้รอบรู้ทุกเรื่องมาตั้งแต่เกิด เราอาจเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดมาในอดีต ปัจจุบันเราก็ยังคงทำสิ่งที่ผิดพลาดในบางครั้ง และในอนาคตเราก็อาจทำสิ่งที่ผิดพลาดได้อยู่เสมอ มีคนกล่าวว่า “ชีวิตคือการเรียนรู้” ความผิดพลาดนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะทำข้อสอบได้คะแนนเต็มในทุกๆครั้ง หากเราพยายามอย่างเต็มที่แล้ว การทำผิดพลาดบ้างก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ดังนั้น จงให้อภัยตนเอง
สิ่งที่เราต้องทำในช่วงเวลาที่ฝนตกในใจ คือการยอมรับ และการปล่อยวาง เมื่อเราสามารถยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจ นั่นคือเวลาที่เราได้รับการเยียวยาโดยสมบูรณ์ เราไม่จำเป็นต้องกดข่มอารมณ์หรือเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่นๆ หลายคนอาจใช้สิ่งเสพติดและแอลกอฮอล์ในการช่วยให้เราลืมปัญหาในชีวิตไปได้ชั่วคราว แต่นั่นก็ยังไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน ต้นเหตุของความเสียใจที่แท้จริงคือการที่เราไม่สามารถยอมรับทุกสิ่งตามความเป็นจริง จิตใจของเราพยายามปฏิเสธสิ่งที่เป็นจริงและอยากที่จะให้สิ่งต่างๆเป็นอย่างอื่นที่ไม่จริง การยอมรับคือการที่จิตใจของเราไม่ต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้นอีกต่อไป เปิดรับความรู้สึกให้เข้ามาและไหลผ่านตัวเราออกไป ใช้สติและวิจารณญาณในการจัดการกับเรื่องต่างๆโดยไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของอารมณ์เชิงลบและอคติ ปล่อยวางจากสิ่งที่เราไม่สามารถควบคุมได้
ผู้ที่รู้จักความทุกข์เป็นอย่างดี ย่อมมีเมตตาต่อผู้อื่น สำหรับคนที่เคยผ่านช่วงเวลาแห่งความทุกข์ความยากลำบากอันแสนสาหัส เขาย่อมรู้ดีถึงความรู้สึกเจ็บปวดและสิ้นหวังในชีวิต และก็ยังรู้อีกด้วยว่าช่วงเวลาเหล่านี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป เหมือนกับที่ฝนต้องมีวันหยุดตก ดังนั้นจึงมองเพื่อนมนุษย์คนอื่นๆด้วยสายตาแห่งความเข้าอกเข้าใจและเห็นใจ ไม่มีใครชอบความทุกข์แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีมันได้เช่นกัน เราจึงควรให้กำลังใจกันและกัน ไม่เพิ่มความทุกข์ให้กับผู้อื่น การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางกาย วาจา ก็ตามล้วนเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นและไม่เกิดประโยชน์ เป็นการทำร้ายตนเองและผู้อื่นในเวลาเดียวกัน การมีเมตตาต่อผู้อื่นคือการเมตตาต่อตนเอง เพราะเราทุกคนต่างเชื่อมโยงถึงกันและกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
มีเพลงหนึ่งของของบอย โกสิยพงษ์ ที่พูดถึงช่วงเวลาฝนตกไว้อย่าลึกซึ้งและเข้าอกเข้าใจ เพลงนี้ชื่อว่า ฤดูที่แตกต่าง คุณบอยเคยเล่าว่าเขาแต่งเพลงนี้เพื่อให้กำลังใจตัวเองในช่วงเวลาที่กำลังรู้สึกท้อแท้ ท่อนฮุคของเพลงนี้ร้องว่า “อดทนเวลาที่ฝนพรำ…” เป็นประโยชน์เตือนใจที่ลึกซึ้ง นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้และจำเป็นต้องทำในช่วงเวลาที่ฝนตก ความอดทนเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ปัจจุบันดูเหมือนเราจะเห็นคุณค่าของความอดทนน้อยเกินไป ความคิดในลักษณะที่ว่า ถ้าไม่ชอบก็จะไม่ทน ทำให้เราพลาดโอกาสในการฝึกฝนความอดทนซึ่งจะสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันความทุกข์ให้แก่เรา ในการเดินทางไกลหรือการทำงานชิ้นใหญ่ให้สำเร็จนั้นจะหลีกหนีความลำบากไปไม่ได้ เพราะกล้าเผชิญหน้ากับความยากลำบาก เราจึงไปถึงจุดหมายได้สำเร็จ เชื่อมั่นได้เลยว่าฝนจะไม่ตกตลอดไป
ความเศร้าเสียใจจะไม่คงอยู่ตลอดไป ความเจ็บปวดที่เรารู้สึกนั้นอาจดูเหมือนหนักหนาและไร้ทางออก แต่นั่นไม่จริงเลย วันหนึ่งฝนจะซาลง ท้องฟ้าจะเปิดออก ความสดใสและความหวังจะค่อยๆปรากฏขึ้นอีกครั้งหลังพายุผ่านพ้นไป เมื่อฝนหยุดตก ฟ้าหลังฝนที่สดใส สะอาดและสวยงามย่อมมาถึง อาจมีสายรุ้งรอเราอยู่ข้างหน้า เมื่อชีวิตได้ผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวด ก็จะถึงเวลาแห่งความสุขและความสบายใจ การรู้จักความสวยงามของ "ฟ้าหลังฝน" จะช่วยให้เรารู้สึกเข้มแข็งขึ้นเมื่อเจออุปสรรค ช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทำให้เรามองเห็นคุณค่าของช่วงเวลาที่มีความสุขได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ดังเนื้อเพลงท่อนที่ร้องว่า “น้ำตาที่ไหลย่อมมีวันจางหาย หากไม่รู้จักเจ็บปวด ก็คงไม่ซึ้งถึงความสุขใจ
“เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ”
Season Change (ฤดูที่แตกต่าง) - บอย โกสิยพงษ์
หลังจากข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งเมฆครึ้มและพายุฝน คือช่วงเวลาของท้องฟ้าที่สดใส เต็มไปด้วยแสงสว่าง ความกระจ่างชัด และความสงบสุข บรรยากาศของท้องฟ้าในตอนนี้ทำให้จิตใจรู้สึกปลอดโปร่งและมีพลัง ท้องฟ้าที่มีสีฟ้าสดใสนี้คือรางวัลของผู้ที่อดทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาแล้วนับไม่ถ้วน เราสามารถสูดหายใจได้เต็มปอดด้วยความรู้สึกโล่งใจ มองไปบนท้องฟ้ากว้างใหญ่นั้น ก็จะรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย เมื่อถึงจุดนี้ การมีชีวิตอยู่ก็เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและขอบคุณ สิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตก็คือการมีชีวิต เราจะรู้สึกได้เลยว่า ทำไมชีวิตมันดีขนาดนี้ และแท้จริงแล้วความสุขก็ไม่ใช่สิ่งที่ยากหรือซับซ้อนเลย
สำหรับเรื่องราวต่างๆในชีวิตนั้น บางเรื่องก็สามารถเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว แต่บางเรื่องก็ต้องใช้เวลา เมื่อถึงเวลาที่ถูกต้องแล้วเราย่อมเข้าใจเอง ในธรรมชาติไม่มีคำว่าช้าหรือเร็ว มีแต่ความพอดี เพียงแต่เราใช้ความรู้สึกของตัวเองตัดสินจึงเข้าใจไปว่าสิ่งต่างๆช้าหรือเร็วเกินไป เพราะไม่ตรงกับสิ่งที่เราต้องการ การพบเจอกับความสุขและความทุกข์นั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถอธิบายให้เข้าใจด้วยคำพูดได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องประสบพบเจอด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจอย่างแท้จริง ทุกอย่างมีเวลาที่เหมาะสมของมันเอง และเมื่อถึงเวลาของเรา ท้องฟ้าที่สดใสย่อมปรากฏอย่างแน่นอน
ไม่มีความพยายามที่ไร้ค่า ทุกๆความตั้งใจและความพยายามล้วนมีความหมาย มันจะมีวันที่เราต้องทุ่มเทและอดทนอย่างมากมาย ดูเหมือนกับไร้จุดหมาย แต่เมื่อถึงวันที่ฟ้าเปิดออก ท้องฟ้ากระจ่างใสไร้ซึ่งเมฆหมอก วันแห่งการเก็บเกี่ยวผลของความพยายามย่อมมาถึง ความสำเร็จนั้นเป็นผลสะท้อนของความพาเพียร ต่อให้สิ่งที่เราทุ่มเทลงไปนั้นจะล้มเหลวและไม่มีผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมใดๆ แต่การที่เราได้เพียรพยายามไปนั้นจะฝังรากลึกลงในจิตใจของเราและทำให้หัวใจเปิดออก ทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโตจากประสบการณ์ชีวิต เกิดเป็นความหนักแน่นและมั่นคงจากภายใน ทั้งความผิดหวังและสมหวังล้วนมีความหมายให้เราได้ฝึกฝนตัวเองและก่อกำเนิดบุคลิกภาพเฉพาะตัว สิ่งที่ได้มาง่ายนั้นมักให้ความรู้สึกมีคุณค่าน้อย เงินทองที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงตัวเองนั้นคือความภาคภูมิใจ
พลังใจที่ยิ่งใหญ่นั้นสามารถทำให้เราเอาชนะความกลัวได้ ความกลัวนี้เองเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ขวางกั้นเราไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย เมื่อถึงวันที่ท้องฟ้าสดใส เมฆหมอกที่ปกคลุมจิตใจอยู่จางหายไป เราจะสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆได้อย่างชัดเจน รวมไปถึงความกลัวและอคติที่บดบังเราไม่ให้ใช้ชีวิตอย่างบริสุทธิ์และจริงใจ เราไม่กล้าใช้ชีวิตตามค่านิยมของตนเองเพราะกลัวการไม่เป็นที่ยอมรับ เราไม่กล้าที่จะใช้พรสวรรค์ของตนเองในการสร้างผลงานฝากไว้ให้แก่โลกเพราะกลัวว่าจะไม่มีคนเห็นคุณค่าของมัน เราดิ้นรนขวนขวายหาทรัพย์สมบัติจนเกินพอดีเพราะกลัวความขาดแคลน เมื่อมองไม่เห็นคุณค่าของความยากลำบาก ว่าช่วยสร้างให้เกิดความเข้มแข็ง เราก็พยายามหลีกหนีมันอย่างสุดชีวิตและเลือกเดินแต่เส้นทางที่สะดวกสบาย การตระหนักถึงความกลัวและข้อจำกัดต่างๆที่ฝังอยู่ในใจของเรานั้นทำให้เราสามารถข้ามผ่านมันไปได้ ทำให้สามารถที่จะเลือกใช้ชีวิตในแบบไม่ถูกตีกรอบตามแนวคิดของคนส่วนใหญ่ในสังคม สิ่งที่เราคิด พูด ทำ นั้นสามารถเป็นไปอย่างอิสระอย่างแท้จริง
ในการค้นพบความสุขและความหมายของชีวิตในรูปแบบของตนเอง เราจำเป็นที่จะต้องดำเนินชีวิตอย่างกล้าหาญ อย่ากลัวการถูกตัดสินจากบุคคลอื่น คำพูดเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นง่ายมาก เพียงแค่เอ่ยปากเท่านั้น แต่เรามักจะให้ความสำคัญกับคำพูดของคนอื่นมากเกินความเป็นจริง เราหวั่นไหวไปกับคำนินทา วิพากษ์วิจารณ์ที่คนอื่นพูดถึงเรา แม้ว่าบ่อยครั้งที่คนที่เอ่ยคำพูดเหล่านั้นไม่ใช่คนที่มีส่วนร่วมในชีวิตของเราเลย บางคนอาจให้คำแนะนำด้วยความหวังดี แต่ทุกคนต่างก็แสดงความคิดเห็นไปตามมุมมองอันจำกัดของตนเอง หรือยิ่งไปกว่านั้น บางทีเราก็อาจซึมซับเอาความคิดเห็นของคนหมู่มากเข้ามาในตัวเองโดยไม่รู้ตัว ผ่านการดูตัวอย่างจากชีวิตของคนอื่น ผู้คนรอบตัวเรามีผลต่อความคิดของเรามากกว่าที่เราคิด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง หรือกระทั่งคนที่ไม่รู้จักบนโลกออนไลน์ ในปัจจุบันมีคำศัพท์สมัยใหม่ที่เรียกว่า อินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) หมายถึงคนที่มีอิทธิพลในโลกโซเชียลมีเดีย เป็นกลุ่มคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโลกออนไลน์และสามารถทำให้ผู้ติดตามเหล่านั้นคล้อยตามและตัดสินใจเรื่องต่างๆตามที่ถูกชี้นำ
การซึมซับค่านิยมและแนวคิดจากบุคคลอื่นนั้นเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวัง สิ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่คิดและทำนั้นอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการศึกษาและตลาดทุนของประเทศไทย ได้เคยกล่าวคำคมอันเป็นที่รู้จักว่า "สิ่งที่ถูกต้องคือถูกต้อง แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น สิ่งที่ผิดคือผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น" เป็นคำกล่าวที่สะท้อนถึงหลักการยึดมั่นในความถูกต้องและจริยธรรม โดยไม่ให้สังคมรอบข้างหรือความนิยมทั่วไปมามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเรา การจะสามารถทำเช่นนี้ได้เราจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งและกล้าหาญ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งอันไม่เป็นสาระ เราจำเป็นที่จะต้องแยกแยะได้ว่าอะไรที่ควรรับฟัง และอะไรควรปล่อยผ่านไป อะไรคือสิ่งที่สำคัญ และอะไรคือสิ่งที่ไม่สำคัญ
คนอื่นไม่สามารถมาใช้ชีวิตของเราแทนตัวเราเองได้ เราต่างหากเป็นผู้รับผลของการกระทำของตนเอง ผลของการเลือกทั้งหลายจะส่งผลต่อปัจจุบันและอนาคตของเรา เราจึงต้องมีสติและใช้วิจารณญาณอยู่เสมอ การศึกษาประวัติศาสตร์และผลของการเลือกเส้นทางต่างๆจากบุคคลอื่นก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ทำให้เราสามารถคาดการณ์ผลลัพธ์สุดท้ายของการเลือกเส้นทางต่างๆของชีวิตได้ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองในทุกๆเรื่อง เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือหรือศึกษาหาความรู้จากแหล่งต่างๆจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก เพราะเป็นการเพิ่มประสบการณ์ชีวิตให้แก่เราโดยที่เราไม่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้นด้วยตัวเอง ตั้งแต่อดีตกาล มีผู้รู้และนักปราชญ์หลายท่านที่ได้ชี้แนะหนทางและปรัชญาการดำเนินชีวิตเพื่อให้มนุษย์ได้เข้าใจความหมายและสัจธรรมของชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธเจ้า, พระเยซู, ขงจื๊อ, เล่าจื๊อ, โสกราตีส, รูมี, อิมมานูเอล คานท์, เอพิคเตตัส และอีกมากมาย บุคคลเหล่านี้ต่างให้แง่คิดในการดำเนินชีวิตที่ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจตนเอง การสร้างคุณค่าในตัวเองและผู้อื่น รวมถึงการยอมรับในธรรมชาติของชีวิตและการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข ซึ่งเราสามารถเรียนรู้จากบุคคลเหล่านี้ และเลือกนำแนวคิดที่เหมาะสมกับตนเองมาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต
ดังที่ได้เคยกล่าวไว้ในบทก่อนหน้านี้ ความสุขนั้นอยู่ที่มุมมอง ด้วยสายตาและจิตใจที่เปิดกว้าง เราจะสามารถสัมผัสกับความสุขได้จากสิ่งเล็กๆน้อยๆในชีวิต เพียงแค่เงยหน้ามองท้องฟ้าเราก็อาจจะพบกับความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจ หัวใจของการมีความสุขนั้นไม่ใช่การได้ทุกสิ่งตามที่ต้องการ แต่คือการมีความสามารถที่จะมีความสุข “อย่างไร้เงื่อนไข” และในทุกๆสถานการณ์ เราลองมาดูตัวอย่างของความสุขเล็กๆที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน
การได้ยินเสียงฝนตก
การได้ดื่มกาแฟในตอนเช้า
กลิ่นหอมของหนังสือเล่มใหม่
การได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกดิน
เสียงหัวเราะของเด็กๆ
อ้อมกอดที่อบอุ่นจากคนที่เรารัก
การได้นั่งเงียบๆในธรรมชาติ
กลิ่นหอมของดอกไม้
การนั่งอ่านหนังสือที่ชอบในมุมสงบ
การฟังเพลงที่ชอบ
การได้สัมผัสลมเย็นๆที่พัดผ่านหน้า
การเขียนบันทึกประจำวัน
การดูท้องฟ้ายามค่ำคืน
การเห็นสายรุ้งหลังฝนตก
การได้กินของหวานที่ชอบ
กลิ่นหอมของอาหารที่เพิ่งทำเสร็จ
การนั่งนับดาวตอนกลางคืน
การได้นั่งในร้านกาแฟเงียบๆ
การได้ฟังเสียงคลื่นทะเล
การได้นั่งข้างกองไฟ
การได้อยู่กับสัตว์เลี้ยงของเรา
การได้รับข้อความหรือโทรศัพท์จากคนที่เราคิดถึง
การได้แช่น้ำอุ่น
การได้ทำอาหารที่ชอบเอง
การได้นอนหลับอย่างสบาย
การได้เดินเล่นยามเย็น
การเห็นดอกไม้บาน
การได้จิบชาอุ่นๆ
การได้ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆในวันที่อากาศร้อน
การได้ฟังเสียงนกร้องตอนเช้า
การสัมผัสน้ำค้างบนต้นไม้
การสัมผัสกับพื้นหญ้าด้วยเท้าเปล่า
การได้อยู่ในช่วงเวลาที่เงียบสงบ
การได้สัมผัสทรายบนชายหาด
การนั่งมองท้องฟ้าในวันที่มีเมฆสวยๆ
รอยยิ้มจากคนแปลกหน้า
การได้รู้สึกถึงผ้าห่มที่นุ่มสบาย
การได้สัมผัสกับความสดชื่นของอากาศหลังฝนตก
การได้เห็นใบไม้ร่วงลงมา
การได้ฟังเพลงโปรดตอนขับรถ
ข้อความให้กำลังใจจากเพื่อน
การได้ทำสิ่งเล็กๆน้อยๆเพื่อคนอื่น
การได้กินขนมที่ชอบตั้งแต่วัยเด็ก
การได้ดูรูปถ่ายเก่าๆ
การสัมผัสแดดยามเช้า
การได้ชิมรสชาติของผลไม้สด
การได้นอนเล่นบนหญ้า
การนั่งมองน้ำไหลในลำธาร
การได้นั่งชมวิวจากบนเขา
การได้ทักทายคนแปลกหน้า
การได้เห็นเด็กเล่นสนุก
การได้เห็นผีเสื้อตอมดอกไม้
การได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนาน
การได้กลิ่นผ้าที่ซักใหม่ที่เพิ่งตากแดด
การได้เต้นรำโดยไม่มีใครเห็น
การได้รับข้อความว่า “คิดถึง”
แสงอาทิตย์ที่ลอดผ่านกิ่งไม้
คำขอบคุณจากคนที่เราเคยช่วยเหลือ
การได้ทานอาหารจากฝีมือแม่
มีเหตุผลมากมายที่จะทำให้เรามีความสุข ในสิ่งที่ดูเหมือนสุดแสนจะธรรมดาทั้งหลายเหล่านี้ หากเรามีสายตาที่มองเห็นคุณค่า สิ่งที่เล็กน้อยที่สุดก็สามารถเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของเราในแต่ละวันได้ เราไม่จำเป็นที่เราจะต้องประสบความสำเร็จหรือได้รับสิ่งที่ยิ่งใหญ่แล้วจึงจะมีความสุขเสมอไป
อย่างที่รู้กันว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องชั่วคราว จึงไม่ใช่สิ่งที่เราต้องเอาจริงเอาจังกับมันมากเกินไป ความสามารถที่จะมองเหตุการณ์ต่างๆในแง่มุมที่ขำๆ หรือการมีอารมณ์ขันนั้น ก็สามารถช่วยลดภาระทางใจของเราไปได้อย่างมาก หลายๆเหตุการณ์ในชีวิตนั้นไม่ได้สำคัญพอที่เราจะมีอารมณ์ร่วมไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นการ ถูกขับรถปาดหน้า รอคิวเสิร์ฟอาหารนาน (โต๊ะข้างๆที่มาทีหลังกลับได้ก่อน) ได้รับข้อความตอบกลับช้าจากคนที่เรารอคอย พูดผิดในที่ประชุม เจอความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับเราในโซเชียลมีเดีย นี่คือตัวอย่างของเหตุการณ์ที่ไม่สำคัญเท่าไร แต่คนเรามักจะมีอารมณ์ร่วมมากเกินไป ซึ่งเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตัวเองโดยไม่จำเป็น หากเราสามารถหัวเราะกับตัวเองในเรื่องเหล่านี้ได้นั้นก็จะช่วยลดความเครียดที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นไปได้มากทีเดียว
ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ แต่ถึงแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งทั้งหลายนั้นก็มีความสวยงามและมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง หากเรามีความพอใจและยอมรับในสภาพปัจจุบัน จิตใจก็จะไม่ต้องดิ้นรนมากจนเกินไป “แค่ดีพอสมควร ก็ถือว่าดีแล้ว” ทัศนคติแบบนี้ไม่ใช่การยอมจำนนต่อปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ แต่เป็นการยอมรับในขีดจำกัดของมนุษย์และลดความกดดันต่อตนเอง เราสามารถทำงานหรือกิจธุระต่างๆให้ดีได้โดยไม่ต้องเคร่งเครียดมากจนเกินไป ในปัจจุบันหลายคนใช้พลังทั้งกายและใจไปทุ่มเทให้กับการทำงานจนหมด กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าภาวะหมดไฟ การใช้ชีวิตแบบตึงเกินไปนั้นจะทำให้เราไม่สามารถยืนระยะได้ในระยะยาว ชีวิตไม่ใช่การแข่งวิ่งร้อยเมตรแต่เป็นการวิ่งมาราธอน เราต้องบริหารพลังของเราให้ดีเพื่อให้สามารถวิ่งไปได้อย่างตลอดรอดฝั่งโดยไม่หมดแรงเสียก่อน
จงมีหัวใจที่เปิดออก ใช้ชีวิตที่ดำรงอยู่ในปัจจุบันขณะอย่างเข้มข้น มีจิตใจที่หนักแน่นหยั่งลง ณ เวลาปัจจุบัน หากสามารถทำเช่นนี้ ทุกฉากชีวิตจะกระจ่างชัด เราจะสามารถมีชีวิตอย่างเต็มที่โดยแท้จริง เราจะได้ยินเสียงที่ไม่เคยได้ยิน ได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้สัมผัสในสิ่งที่ไม่เคยสัมผัส มีหลายอย่างที่เราเคยมองข้ามไป เช่น เสียงลมหายใจของเราเอง เสียงใบไม้เสียดสีกัน กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้หรือใบหญ้า น้ำหนักของเสื้อผ้าที่สัมผัสกับผิวหนัง สัมผัสของแสงแดดอุ่นๆที่ส่องกระทบผิวกาย ความเงียบระหว่างคำพูด กลิ่นหอมของกาแฟหรือน้ำชาขณะยกขึ้นดื่ม ความหยาบหรือเรียบเนียนของกระดาษหนังสือ เสียงเครื่องดนตรีที่ซ่อนอยู่ในเพลง กลิ่นของอากาศหลังฝนตกใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งเสียงความคิดของเราเองที่เราอาจจะเคยมองข้ามไป ประสาทสัมผัสทุกส่วนของเราจะตื่นตัวและมีความละเอียดละอ่อนพอที่จะสัมผัสรายละเอียดของชีวิตเหล่านี้ ซึ่งล้วนเป็นความงดงามของชีวิตที่ซ่อนอยู่ในทุกๆปัจจุบันขณะ สำหรับผู้ที่มีประสาทสัมผัสตื่นตัวเต็มที่แล้ว แค่ข้าวสวยร้อนๆเพียงอย่างเดียวก็ทั้งหอมและอร่อย
เราทุกคนต่างอยู่ใต้อาณาบริเวณแห่งท้องฟ้าเดียวกัน ท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่โอบอุ้มสรรพชีวิตเอาไว้ ทุกคนล้วนถูกเชื่อมโยงเอาไว้ด้วยพลังแห่งธรรมชาติ ตามแนวคิดแบบพุทธเราเชื่อว่า สิ่งที่เราปฏิบัติต่อผู้อื่นจะสะท้อนกลับมาในตัวเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เราจึงควรเกี่ยวข้องกับผู้อื่นด้วยความเห็นอกเห็นใจและมีเมตตา ในวันที่ท้องฟ้าของเราสดใส อาจเป็นวันฟ้าหม่นและฝนตกสำหรับใครบางคน มันจะดีกว่าถ้าเราสามารถแบ่งปันความสุขและแบ่งเบาความทุกข์ให้แก่ผู้อื่น เราไม่สามารถทำทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวไปได้ตลอด การอยู่ร่วมกันในสังคมนั้นคือการพึ่งพาอาศัยกัน ยิ่งขนาดของความรักในหัวใจเรากว้างขวางมากเท่าไหร่ เรายิ่งใจร้ายต่อผู้อื่นน้อยลงเท่านั้น
หากเรารักใครแล้วรู้สึกเป็นทุกข์ นั่นแสดงว่าเรากำลังรักอย่างผิดวิธี หรือวางท่าทีของจิตใจไว้ผิด บ่อยครั้งที่ความทุกข์ในความรักเกิดจากความคาดหวังและความเห็นแก่ตัว ความรักที่แท้จริงนั้นคือความเสียสละและหวังดีต่อผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ใจ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข ความสำเร็จของความรักไม่ได้วัดกันที่การได้รับความรักตอบแทน แต่วัดกันที่คุณภาพของความรักที่เราให้ออกไป ความรักแบบนี้ไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของคนอื่น แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของเราเอง คนที่มีความรักแท้อยู่ในใจจะเป็นเหมือนกับแม่เหล็กดึงดูดความรักและคนดีๆเข้ามาหาตัวเองเสมอ ความรักที่แท้จะปลดปล่อยทั้งผู้รักและผู้ถูกรักให้เป็นอิสระ การให้ความรักที่แท้จริงนั้น เราต้องคิดถึงประโยชน์สูงสุดของคนที่เรารัก ไม่ใช่แค่ความพอใจหรือความสุขชั่วคราว ไม่ใช่การคาดหวังหรือควบคุมให้คนที่เรารักทำในสิ่งที่เราต้องการ อย่างไรก็ตาม การจะรักได้อย่างบริสุทธิ์และไม่มีเงื่อนไขนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องอาศัยการฝึกฝนและความเข้าใจในตนเองอย่างลึกซึ้ง การรักผู้อื่นโดยไม่คาดหวังสิ่งตอบแทนนั้นเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง จะต้องอาศัย “พลังแห่งการปล่อยวาง” อย่างมาก แต่หากเราสามารถทำได้ ความรักแบบนี้จะเป็นพลังที่งดงามให้แก่โลกและช่วยลดความทุกข์ในใจของเราและผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
ชีวิตคือปรากฏการอย่างหนึ่งที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เป็นแค่เหตุการณ์ชั่วคราวเหมือนกับความฝัน ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยหรือยากจน มีรูปลักษณ์ที่สวยงามหรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วทุกคนล้วนมุ่งหน้าไปสู่จุดเดียวกันคือ ความแก่ ความเจ็บ และความตาย อันเป็นบทสรุปสุดท้ายของชีวิต เราไม่สามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่าเราเหลือเวลาชีวิตอีกเท่าไร หลายครั้งที่วันสุดท้ายของชีวิตก็ดูเหมือนเป็นวันธรรมดาๆวันหนึ่ง ใครจะรู้ว่าขณะที่เราเดินออกจากร้านข้าวแกงตอนพักกลางวัน นั่นอาจจะเป็นเวลาขณะสุดท้ายของชีวิตก็ได้ สุดท้ายแล้วอะไรคือสิ่งที่เราใช้วัดคุณค่าของชีวิตอย่างแท้จริง
การมีชีวิตที่เรียบง่าย คือชีวิตที่ดี เราไม่จำเป็นที่จะต้องร่ำรวยที่สุด ได้กินอาหารที่ละเอียดประณีตที่สุด ได้ไปเที่ยวในที่ที่แปลกใหม่ที่สุด ได้รับประสบการณ์การผจญภัยที่ตื่นเต้นที่สุด ได้เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมที่สุด เพียงแค่การได้ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างธรรมดาสามัญและหาความสุขจากสิ่งที่เรียบง่ายนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับการมีชีวิตที่มีคุณค่า กระแสของสังคมมักจะให้คุณค่ากับความสำเร็จภายนอกมากเกินไป ความกดดันจากสังคมหรือโซเชียลมีเดียที่ส่งเสริมการแสดงออกและความสำเร็จที่มักจะวัดจากวัตถุ เช่น ความสำเร็จทางการเงิน การท่องเที่ยวที่หรูหรา ฯลฯ และก็เข้าใจไปว่านั่นคือที่มาของการมีความสุข ซึ่งนั่นก็อาจจะดีสำหรับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ แต่สำหรับคนที่เชื่อในวิถีชีวิตแบบเรียบง่ายและสอดคล้องกับธรรมชาตินั้น การวิ่งไล่ตามความสำเร็จทางด้านวัตถุกลับไม่ใช่เรื่องที่ถือเป็นสาระแก่นสารในชีวิตเท่าใด การมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อคนรอบข้าง การได้ใช้เวลาทำสิ่งที่รัก การทำประโยชน์ต่อส่วนรวมและมอบอะไรบางอย่างให้แก่โลก ถือเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อชีวิตมากกว่า ซึ่งเราสามารถที่จะ “เลือกอย่างตั้งใจ” ว่าต้องการที่จะมีวิถีทางในการดำเนินชีวิตอย่างไร เลือกการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับค่านิยมของตนเอง มากกว่าการปล่อยให้กระแสสังคมเป็นผู้กำหนดให้
หากเราค้นพบวิธีการใช้ชีวิตที่ดีในแบบของตนเอง มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับส่วนลึกที่อยู่ภายในจิตใจแล้ว ชีวิตจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง เวลาทุกวินาทีที่ได้ใช้ชีวิตล้วนมีความหมาย เราสามารถมีความรักต่อสรรพสิ่งและรู้สึกขอบคุณต่อชีวิตในทุกๆวัน การลืมตาขึ้นในแต่ละวันคือโอกาสอีกครั้งที่ได้มอบความรักแก่ตนเองและผู้คนรอบข้าง วันหนึ่งเราจะสามารถพูดกับตัวเองได้ว่า Life is so sweet! ชีวิตนั้นช่างหอมหวานเสียนี่
All these places had their moments
With lovers and friends I still can recall.
Some are dead and some are living,
In my life I've loved them all.
In my life - The Beatles
“ไม่เป็นไร” เป็นคำพูดติดปากของคนไทย ก่อนหน้านี้ได้พูดถึงปรัชญาการดำเนินชีวิตจากประเทศต่างๆไปบ้างแล้ว คราวนี้เราลองมาดูภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทยกันบ้าง ด้วยความเคยชิน บางทีคนไทยเราเองอาจจะไม่เคยสังเกตว่าเราใช้คำนี้กันในชีวิตประจำวันบ่อยแค่ไหน แต่อันที่จริงแล้วคำพูดง่ายๆที่ใครๆก็ใช้ในชีวิตประจำวันนี้มีความหมายลึกซึ้ง และถือได้ว่าเป็นปรัชญาชีวิตที่เป็นแก่นสารของวิถีการดำเนินชีวิตและวัฒนธรรมแบบไทยๆเลยก็ว่าได้ “ไม่เป็นไร” ภายใต้คำนี้แฝงไปด้วยภูมิปัญญาแห่งการยอมรับความเป็นจริงและการปล่อยวาง สองสิ่งนี้เองที่ทำให้สังคมไทยในภาพรวมเป็นสังคมที่ผ่อนปรน ไม่เคร่งเครียดจริงจังเกินไป ให้อภัยกับเรื่องต่างๆได้ง่าย การผ่อนคลายและปล่อยให้สิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างที่มันเป็น โดยไม่พยายามที่จะต่อต้านหรือคาดหวังให้มันเป็นอย่างอื่น และความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่าปัญหาทั้งหลายย่อมมีหนทางแก้ไขได้ และในท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างจะลงเอยด้วยดีเอง
การดำเนินชีวิตด้วยทัศนคติแบบ "ไม่เป็นไร" นี้สามารถช่วยลดความกดดันและเพิ่มความยืดหยุ่นในชีวิตได้ ด้วยความพร้อมที่จะให้อภัยเสมอและลดความคาดหวังต่อสิ่งต่างๆ เรากำลังเปิดใจน้อมรับความเป็นไปได้ทั้งหมดที่ชีวิตจะโยนมาให้เรา พร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆไม่ว่าดีหรือร้าย ปล่อยวางจากความผิดหวังในเรื่องเล็กๆ และยอมรับเมื่อสิ่งต่างๆไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ตัวอย่างเช่น
คุณไปที่ร้านกาแฟที่ชอบและคาดหวังว่าจะได้ดื่มเครื่องดื่มอร่อยๆอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากวันนั้นที่ร้านมีคิวยาว ทำให้ต้องรอเป็นเวลานาน แทนที่จะรู้สึกหงุดหงิดหรือเสียอารมณ์ บอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร และเลือกที่จะยอมรับและใช้เวลารออย่างสงบ เช่น นั่งอ่านหนังสือหรือฟังเพลง ทำให้คุณไม่รู้สึกเสียเวลาไปเปล่าๆ และยังได้ความสุขจากการอยู่กับตัวเองในช่วงเวลานั้น
คุณสมัครงานที่ใฝ่ฝันไว้ แต่ในที่สุดก็ไม่ได้รับตำแหน่งนั้น การที่ไม่ได้รับงานที่หวังไว้อาจทำให้รู้สึกผิดหวัง แต่คุณเลือกที่จะปล่อยวางและบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร ไม่ปล่อยให้ความผิดหวังนั้นมาหยุดความมุ่งมั่นในการหางานอื่นๆ โดยมองว่าเป็นโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเองจากประสบการณ์นี้ ทำให้เกิดมีมุมมองใหม่ในการหางานที่เหมาะสมในอนาคต มีคำกล่าวในภาษาอังกฤษที่ว่า “การถูกปฏิเสธคือการที่พระเจ้าปกป้องเรา” (“Rejection is God's protection.”) หมายความว่าเมื่อเราถูกปฏิเสธหรือไม่ได้สิ่งที่ต้องการ มันอาจจะเป็นการป้องกันไม่ให้เราไปเจอกับสิ่งที่ไม่ดีหรือไม่เหมาะสมสำหรับเราในอนาคต บางทีอาจมีโอกาสที่ดีกว่ารอเราอยู่ก็เป็นได้
คุณวางแผนทริปท่องเที่ยวที่อยากไปมานาน แต่พอถึงวันเดินทางจริงๆ กลับมีปัญหาเรื่องการขนส่งหรือสภาพอากาศไม่ดี คุณอาจทำพาสปอร์ตหาย รถเสีย หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปตามที่หวังได้ แทนที่จะรู้สึกผิดหวังหรือโกรธแค้น คุณบอกกับตัวเองว่าไม่เป็นไร เลือกที่จะเปลี่ยนแผนและหากิจกรรมอื่นๆที่สามารถทำได้ เช่น ไปเดินเล่นในสวนสาธารณะหรือท่องเที่ยวในละแวกใกล้เคียง ทำให้วันนั้นยังคงมีคุณค่าและสนุก แม้จะไม่ได้เป็นไปตามที่วางแผนไว้
แม้จะมีอุปสรรค ความท้าทายหรือความผิดหวัง แต่ด้วยการใช้วิธีคิดแบบ “ไม่เป็นไร” จะช่วยให้เราเผชิญกับชีวิตอย่างสงบและเปิดใจยอมรับสิ่งที่เข้ามาโดยไม่กังวล นี่คือปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ทรงคุณค่าและควรที่จะถนอมรักษาเอาไว้ในชีวิตของเรา ทำให้เรามีชีวิตที่สงบและมีความสุขได้ โดยไม่ยึดติดกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมากจนเกินไป
ตั้งแต่เราเกิดมา ร่างกายนั้นมีช่วงเวลาของการเจริญเติบโตและช่วงที่เสื่อมถอย วัยเด็กเป็นวัยของการเจริญเติบโต แต่พอเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่และเข้าสู่วัยกลางคน ร่างกายก็เริ่มอ่อนแอลงและโรคภัยไข้เจ็บก็เข้ามาทำให้ร่างกายเสื่อมลงไปตามกาลเวลา ส่วนการเติบโตภายใน การพัฒนาหรือเสื่อมถอยทางจิตใจนั้นไม่ขึ้นอยู่กับกาลเวลา เราสามารถที่จะเจริญงอกงามทางจิตใจได้ตลอดชีวิต หรืออาจจะไม่มีการพัฒนาทางจิตใจเลยก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่ที่ว่าเราจะหันเข็มทิศของชีวิตมุ่งหน้าไปในทิศทางใด คนส่วนใหญ่มักปล่อยชีวิตให้ลอยไปตามกระแสลมแห่งโชคชะตา แต่จริงๆแล้วเราสามารถตระหนักรู้และเลือกทิศทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติได้ และมันก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำด้วย ไม่เช่นนั้นชีวิตของเราก็จะเป็นเหมือนกับตัวละคร npc ในวิดิโอเกม ที่ไม่มีโอกาสตัดสินใจทำอะไรนอกเหนือจากบทบาทที่ผู้สร้างเกมกำหนดเอาไว้แล้วได้เลย
ความสวยงามนั้นขึ้นอยู่กับสายตาของผู้มอง แม้จะไม่เดินตามกระแสนิยมของสังคม แต่ทุกคนก็สามารถมีความสุขได้จากการยอมรับและรักชีวิตตามแบบที่เป็นของเราเอง ซึ่งในการทำเช่นนี้ เราจะต้องรู้จักตัวเองอย่างแท้จริง เราควรเรียนรู้ความสามารถในการอยู่กับตัวเอง เพื่อที่จะได้ฟังเสียงที่อยู่ภายในของตัวเองได้อย่างชัดเจน ในหลายๆครั้งสิ่งที่เราคิดนั้นก็ไม่ใช่ความคิดของเราเองอย่างแท้จริง แต่เป็นความคิดที่เกิดมาจากการหล่อหลอมทางสังคม ในการเติบโตทางจิตใจนั้นเราจะต้องค่อยๆปอกเปลือกตัวเองออก หรือจะเรียกว่าการขัดเกลาจิตใจตัวเองก็ได้ เพื่อที่จะลอกชั้นของสิ่งที่ปกคลุมจิตใจของเราอยู่ออกไป จนในที่สุดเราจะได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง
ลองใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติมากขึ้น การอยู่ท่ามกลางธรรมชาติจะมอบพลังให้แก่เราและช่วยให้ท่านได้ค้นพบความสงบภายในตัวของท่านเอง เราสามารถค้นพบอิสระทางใจและใช้ชีวิตตามความหมายของตัวเองโดยไม่คล้อยตามสิ่งภายนอก ไม่ต้องเชื่อตามค่านิยมของสังคมในทุกๆเรื่อง แต่ละคนมีเส้นทางที่แตกต่างกัน และคำว่าพอดีของแต่ละคนนั้นก็ไม่เท่ากัน ซึ่งเราเองเป็นผู้ตอบตัวเองได้ดีที่สุด
ความรู้สึกที่ได้จากการมองท้องฟ้าก็อาจแตกต่างกันไปสำหรับแต่ละคน แม้มองสิ่งเดียวกันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรู้สึกเหมือนๆกัน ด้วยประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างหลากหลาย ทุกคนต่างก็มีมุมมองต่อสิ่งต่างๆในแบบของตนเอง และแต่ละบุคคลก็อาจมีช่วงเวลาของท้องฟ้าที่ชอบไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องของรสนิยมส่วนตัว
ในการเดินทางไกล สิ่งที่เราต้องทำก็คือการก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว เราต้องจดจ่ออยู่กับทุกๆก้าวในปัจจุบันขณะ เก็บจุดหมายปลายทางเอาไว้ในใจ และใช้เวลาให้เต็มที่กับปัจจุบัน ในเวลาที่เหนื่อยล้ามากที่สุด สิ่งที่เราต้องทำก็เพียงแค่พยายามเดินหน้าต่อไปอีกทีละก้าว แม้ในบางช่วงเวลามันอาจดูยากลำบาก สำหรับคนที่กำลังหมดหวังในชีวิต ขอแค่ใช้ชีวิตต่อไปทีละวันก็เพียงพอ ความทุกข์ก็เหมือนกับความรู้สึกอื่นๆที่ไม่คงอยู่ตลอดไป แล้ววันหนึ่งเราจะพบว่า เราได้เดินก้าวผ่านมันมาไกลแค่ไหนแล้ว
“Everything will be ok.”
ประโยคในภาษาอังกฤษ ที่ว่าสุดท้ายแล้ว ทุกอย่างจะโอเค ถ้ามันยังไม่จบลงด้วยดี มันก็ยังไม่ใช่จุดจบที่แท้จริง นี่ก็สอดคล้องกับปรัชญาชีวิตแบบ “ไม่เป็นไร” ของคนไทยเช่นกัน การคิดแบบนี้ไม่ได้หมายถึงการนิ่งเฉยไม่ทำอะไร แต่เป็นการมีความเชื่อมั่นอยู่ลึกๆว่าในระยะยาว ทุกสิ่งจะหาทางออกได้เสมอ เป็นการเผชิญหน้ากับชีวิตด้วยทัศนคติเชิงบวกอย่างเข้มแข็ง หากเราเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ความยากลำบากหรืออุปสรรคต่างๆในระหว่างทางนั้น ก็เป็นเพียงแค่ความท้าทายหรือบทเรียนที่เราต้องผ่านเพื่อที่จะไปถึงจุดหมายปลายทาง
ถึงแม้จะทำผิดพลาดบ้าง แต่ถ้าเราทำสิ่งที่ถูกมากกว่าสิ่งที่ผิด ยังไงซะผลสุดท้ายโดยรวมก็ยังจะออกมาดี
จบ