Posted On 17 April 2026
ภูฏาน เคยเป็นประเทศที่เรารู้จักกันในฐานะประเทศที่สามารถอนุรักษ์วิถีดั้งเดิมของความเป็น “เมืองพุทธ” เอาไว้ได้เป็นอย่างดี ด้วยแนวทางการดำรงอยู่ได้โดยไม่ตามกระแสของโลกวัตถุนิยม แต่ยึดหลักการของความพอมีพอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ ยึดหลักพุทธศาสนาเป็นปรัชญาในการดำรงชีวิตของประชาชนและรวมไปถึงนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะความโด่งดังในการวัดผลการพัฒนาประเทศด้วยดัชนีที่แตกต่างจากประเทศอื่นๆนั่นคือ GNH หรือ National Gross Hapiness นั่นเอง
ตลอดช่วงหลาย 10 ปีที่ผ่านมา ภูฏานก็สามารถเดินไปตามแนวทางของตัวเองได้พอสมควร เป็นตัวอย่างของประเทศที่สามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาการเจริญเติบโตทางวัตถุมากนัก มีนโยบายการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะปิดตัว คือมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละปี และเก็บค่าเข้าประเทศที่ค่อนข้างสูง เพื่อเน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีในการรักษาสภาพสังคมภายในประเทศและทรัพยากรธรรมชาติให้ไม่ต้องเสื่อมโทรมลงเพราะการเข้ามาของนักท่องเที่ยวที่ล้นเกิน (Overtourism) ดังที่หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยก็มีปัญหานี้มาโดยตลอด เมื่อเร็วๆนี้เองญี่ปุ่นก็กำลังเริ่มมีนโยบายที่พยายามจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวไม่ให้ล้นเกินไปด้วยเช่นกัน
เศรษฐกิจที่เปราะบางและการพึ่งพาการท่องเที่ยว
สิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากภูฏาน คือหากไม่มีฐานรากทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง อุดมการณ์ก็ยากจะรักษาไว้ได้ ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ภูฏานตัดสินใจเพิ่มค่าธรรมเนียม SDF (Sustainable Development Fee) ซึ่งเป็นเงินที่นักท่องเที่ยวต้องจ่าย จากเดิม 65 ดอลลาร์ เป็น 200 ดอลลาร์ต่อคืน เพื่อหวังคัดกรองนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับผิดคาด นักท่องเที่ยวลดจำนวนลงอย่างรุนแรง ตลาดโรงแรมและร้านค้าในเมืองทิมพูและพาโรซบเซาอย่างหนัก จนรัฐบาลต้องยอมถอยด้วยการลดค่าธรรมเนียมเหลือ 100 ดอลลาร์ในปี 2024 เพื่อพยุงเศรษฐกิจ แต่มันก็สายเกินไปสำหรับผู้ประกอบการหลายรายที่เจ๊งไปแล้ว ตัวผู้เขียนเองก็เคยสนใจที่จะไปเที่ยวภูฏาน แต่พอเจอกับราคาค่าทัวร์และความยุ่งยากแล้วก็ยอมถอยดีกว่า (ทริปญี่ปุ่นยังถูกกว่าอีก)
เศรษฐกิจภูฏานพึ่งพาเพียง 2 เสาหลักคือ ไฟฟ้าพลังน้ำที่ขายให้อินเดีย และการท่องเที่ยว ระบบเศรษฐกิจไม่มีภาคเอกชนที่แข็งแรง งานส่วนใหญ่ในประเทศคือ "งานราชการ" ซึ่งมีตำแหน่งจำกัดและเงินเดือนค่อนข้างคงที่ ไม่สามารถตอบโจทย์ค่าครองชีพที่สูงขึ้นได้ เมื่อเงินเฟ้อสูงแต่ตำแหน่งงานมีจำกัด นี่คือการถูก “รุกฆาต” ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง จาก "ดินแดนแห่งความสงบ" จึงเริ่มกลายเป็น “ดินแดนแห่งความสิ้นหวัง” แทน คนรุ่นใหม่ที่เติบโตมากับอินเทอร์เน็ตไม่สามารถมีบ้าน มีรถ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จากงานในประเทศ ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนั้นทำให้คนไม่สามารถคิดแบบ Long-term หรือมองเห็นอนาคตของตัวเองได้ ในปี 2024 อัตราการว่างงานของคนรุ่นใหม่ในภูฏานนั้นสูงถึงราว 23%
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้น่าจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลภูฏานอาจไม่ได้คาดคิดมาก่อน นั่นคือปรากฏการณ์การสมองไหล (Brain Drain) ครั้งใหญ่ของประชากรวัยหนุ่มสาวที่พากันอพยพย้ายไปอยู่ต่างประเทศ ทำให้ประเทศสูญเสียบุคลากรระดับหัวกะทิ เช่น แพทย์ พยาบาล และครู ไปจำนวนมาก โดยจุดหมายปลายทางของชาวภูฏานจำนวนมากคือประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีระบบวีซ่าที่ค่อนข้างยืดหยุ่นและโอกาสในการทำงานหาเงินที่ดี ในตอนนี้เมืองเพิร์ทก็ได้กลายเป็นที่ตั้งของชุมชนชาวภูฏานอพยพขนาดใหญ่ไปแล้ว
ปรากฏการณ์ “ทิ้งบ้านเกิด” ขอของชาวภูฏานนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร ด้วยความที่ค่าแรงในต่างประเทศนั้นสูงกว่าประเทศบ้านเกิดอย่างมาก จนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการอยู่ประเทศตัวเองต่อไปนั้นสูงเกินไป การทำงานในภาคบริการอย่างร้านอาหารที่ออสเตรเลียเพียงแค่เดือนเดียว ก็อาจจะได้เงินมากกว่าการทำงานเป็นหมอ ครู หรือวิศวกรที่ประเทศภูฏานทั้งปีเสียอีก
เมื่อโอกาสทางเศรษฐกิจมีมากกว่า คนหนุ่มสาวจำนวนมากจึงตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดตัวเอง นี่ถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ของระบบสังคมดั้งเดิมที่เน้นความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่ทะเยอทะยาน และเน้นหลักศาสนาเป็นแกนกลางของสังคม วิถีชีวิตเดิมๆที่เคย “มุ่งเน้นความสุข มากกว่าความสำเร็จ” นั้นแทบจะใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ในโลกยุคนี้คนเราไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนบ้านหรือคนในชุมชนอีกต่อไปแล้ว แต่โซเชียลมีเดียทำให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับคนทั้งโลก เมื่อที่ไหนมีโอกาสที่ดีกว่า คนก็พร้อมจะอพยพย้ายถิ่นฐานไป เพราะมนุษย์ปุถุชนทุกคนก็ล้วนอยากมีคุณภาพชีวิตที่ดี (ในทางวัตถุ) กันทั้งนั้น
ในคลิป Youtube ช่อง Backpaeger คุณซันนี่เจ้าของช่องเดินไปตามถนนและได้พูดคุยกับเด็กๆชาวภูฏาน ทำให้ได้รู้ว่าชาวภูฏานมีทักษะภาษาอังกฤษที่ดีจริงๆ การอพยพย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา
สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศภูฏานนั้นบ่งบอกว่าไม่ว่าประเทศหรือสังคมจะมีค่านิยมดั้งเดิมที่อิงอยู่กับมิติทางด้านจิตวิญญาณไว้มากแค่ไหน เมื่อถึงจุดหนึ่งเราก็ไม่สามารถต้านทานโลกทุนนิยมได้ เพราะเรื่องปากท้องนั้นสำคัญมากกว่าเรื่องอื่น การที่เราสามารถไปล้างจานในต่างประเทศแล้วยังมีเงินเหลือส่งกลับบ้านอย่างมากมายนั้นเป็นแรงดึงดูดที่มากเกินพอที่จะทำให้คนส่วนใหญ่ยอมทิ้งอาชีพที่มีเกียรติในบ้านเกิดของตัวเอง เพื่อไป “ขุดทอง” ในต่างประเทศ
นี่จึงกลายเป็น “วิกฤติศรัทธา” ของคนหนุ่มสาวที่มีต่อประเทศบ้านเกิดของตัวเอง
ภูฏานกำลังอยู่ในช่วง “หัวเลี้ยวหัวต่อ” ที่สำคัญอย่างมาก
เมื่อมาถึงจุดนี้ หากรัฐบาลภูฏานไม่พยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหาสมองไหล ระบบสังคมในประเทศภูฏานก็จะต้องพังทลายลงอย่างแน่นอน เพราะคนมีการศึกษาที่ควรจะมาประกอบอาชีพและทำประโยชน์ให้กับประเทศตัวเองกลับเลือกที่จะจากไป สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯ และรัฐบาลภูฏานจึงได้ริเริ่มไอเดียโครงการสร้างเมืองใหม่ที่มีชื่อว่า GMC หรือ Gelephu Mindfulness City ขึ้นมา ซึ่งเป็นการฉีกภาพลักษณ์เดิมของภูฏานที่เป็นประเทศอนุรักษ์นิยมและเป็นรัฐศาสนา ให้กลายเป็น “เมืองเศรษฐกิจระดับโลก” (ลองนึกภาพสิงคโปร์ ฮ่องกง)
GMC ถูกออกแบบมาให้เป็น Special Administrative Region (SAR) หรือเขตบริหารพิเศษบนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมแยกเป็นอิสระจากส่วนกลาง คล้ายกับฮ่องกงหรือสิงคโปร์ โดยจุดเด่นคือการนำหลัก Gross National Happiness (GNH) ซึ่งเป็นแนวทางดั้งเดิมของภูฏาน มาเป็นพื้นฐานในการออกแบบผังเมือง มีการสร้างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่ ไม่เน้นการสร้างตึกสูง แต่เน้นพื้นที่สีเขียวและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ (Mindfulness) เพื่อดึงดูดให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เทคโนโลยี สินทรัพย์ดิจิทัล การศึกษา หรือธุรกิจสุขภาพ (Health & Wellness)
แม้จะเป็นโครงการที่ยิ่งใหญ่ แต่ในปี 2026 GMC ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน การสร้างเมืองระดับนี้จำเป็นต้องใช้เงินมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าต้องรับความเสี่ยงในการลงทุนที่สูงมาก หากโครงการนี้ไม่สำเร็จ ภูฏานอาจต้องแบกหนี้จำนวนมหาศาล อีกทั้งในขณะที่โครงการกำลังดำเนินไป ภาวะสมองไหลของประชากรก็ยังคงอยู่ คนรุ่นใหม่ยังคงอพยพออกไปยังออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง ความท้าทายคือจะรัฐบาลจะสร้าง GMC ให้เสร็จทันก่อนที่ประชากรวัยทำงานจะหายไปหมดประเทศได้อย่างไร
ความกล้าที่จะทำสิ่งที่ไม่มีประเทศไหนในโลกเคยทำมาก่อน
ในรายการของ The Standard พิธีกรได้เล่าว่า แม้กระทั่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯเองก็ยอมรับตามตรงว่ามีความกังวล และไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ แต่ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ต้องตั้งใจทำให้ดีที่สุด นี่ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่มากของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมีฯและรัฐบาลภูฏาน ในการที่จะกอบกู้วิกฤตความอยู่รอดของประเทศ เพื่อทำให้ประชาชนมองเห็นอนาคตในประเทศของตัวเองมากพอ จนพวกเขาเลือกที่จะ “กลับบ้าน”
ถึงแม้ว่านี่จะดูเหมือนเป็นการยอมรับกลายๆว่าภูฏานนั้นไม่สามารถที่จะรักษาความบริสุทธิ์แบบเดิมไว้ได้อีกต่อไป ภูฏานกำลังจะนำประเด็นเรื่อง “ความมั่งคั่ง” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมาตรวัดการพัฒนาของประเทศ และต้องยอมให้การขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อความอยู่รอด แต่ในขณะเดียวกันภูฏานก็ดูเหมือนจะยังคงมีความหวังว่าจะยังสามารถรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและอัตลักษณ์ทางด้านจิตวิญญาณของประเทศเอาไว้ให้ได้โดยไม่สูญเสียตัวตนไปทั้งหมด ซึ่งนี่ก็เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก
หากว่าโครงการนี้สำเร็จ มันจะกลายเป็นโมเดลใหม่ของโลกที่พิสูจน์ว่า "ทุนนิยม" กับ "ความสุข/ความสงบ และจิตวิญญาณ" สามารถเดินไปด้วยกันได้จริงๆ เป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม และดูแลจิตใจของคนมากขึ้น ซึ่งจะกลายเป็น Breakthrough ครั้งใหญ่ของโลกเลยก็ว่าได้ จึงเป็นที่น่าจับตามองมากว่าผลลัพธ์ของโครงการ GMC และความอยู่รอดของประเทศภูฏานจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะนี่คือหมุดหมายสำคัญที่จะพิสูจน์ว่า “ความรุ่มรวยทางจิตวิญญาณ” นั้นยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ในโลกทุนนิยมปัจจุบันหรือไม่?
แหล่งอ้างอิง:
https://youtu.be/S_qO4n3efNc?si=H8xpcBxv24Jk1yuk
บุก GMC เมืองอนาคตภูฏาน ฮับใหม่เอเชีย? | THE WORLD DIALOGUE #23 - The Standard
https://youtu.be/5-V5Wk8LqSM?si=BRAeiu-VnaxDzKjA
บุกถ้ำเสือ อาบป่าภูฏาน คนมีความสุขที่สุดในโลกจริงหรือ | The Secret Sauce EP.820
https://youtu.be/hPlRmUv7qzo?si=TxIqaS82VSlxlj0_
Why Bhutan is Building the Anti-Dubai
https://thebhutanese.bt/australia-rush-intensifies-with-a-troubling-new-trend/
https://www.theguardian.com/world/2024/oct/30/bhutan-what-happened-to-the-kingdom-of-happiness
Author: Wikrom Manomansattha
Editor: Siraphop Phattrasudhi